
สิทธิอยู่ในมือคุณ
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแตกแยกทางความคิดกันจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้ระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งยาวนานที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับว่า กว่าจะมีการเลือกตั้งครบในทุกเขตอาจต้องใช้เวลานานร่วม 6 เดือน การนับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบเขตจะต้องใช้เวลาก่อนจะประกาศผลการเลือกตั้งได้อีกระยะหนึ่งเช่นกัน
ที่แน่นอนก็คือหลังวันที่ 2 ก.พ.นี้ จะไม่สามารถเปิดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากจำนวน สส.ไม่ถึง 95% เป็นเหตุให้ประเทศไทยจะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ไปอีกระยะจนกว่าจะเปิดสภาได้
หลังการหย่อนบัตรไปแล้วยังมีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นโมฆะ เนื่องจากมีการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การจัดการเลือกตั้งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แต่อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจำนวนมากก็ยังมีความหมายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างน้อย 2 ประการ เนื่องจากตัวเลขการลงคะแนนจะเป็นตัวบ่งชี้ความต้องการของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 48 ล้านคน ว่าต้องการให้ประชาธิปไตยของเราเดินไปทิศทางไหน
ประการแรก ผู้ประสงค์จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
กลุ่มที่สอง ไปโหวตโนเพื่อรักษาสิทธิ แต่ไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด ตัวเลขผู้ใช้สิทธิในสองกลุ่มนี้สามารถวัดความต้องการประชาชนว่าจะให้น้ำหนักผลการเลือกตั้งกำหนดอนาคตประเทศไปในทิศทางใด
ประการที่สอง ผู้ที่แสดงเจตนารมณ์ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือโนโหวต หรือเป็นกลุ่มปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอีกเช่นกัน กลุ่มแรกเห็นด้วยกับแนวทางกลุ่ม กปปส. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ ซึ่งได้ประกาศต่อต้านการเลือกตั้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะไม่ไปเลือกตั้งจนกว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองก่อน
ขณะที่อีกกลุ่มแม้จะไม่ไปใช้สิทธิ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่ม กปปส.ทั้งหมด และก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นต้นเหตุทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อยาวนานเกินไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าประชาชนจะเลือกใช้สิทธิในรูปแบบใดก็ตามถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่เราเห็นว่าการใช้สิทธินั้นควรตัดสินใจบนฐานคิดที่จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศเป็นไปเพื่อให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง
การเลือกตั้งในครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ ก็ตาม ต้องไม่ใช่ใบเบิกทางให้คนบางกลุ่มบางพวกฉวยโอกาสมาย่ำยีประเทศอันเป็นที่รักของเราต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์เช่นที่เป็นอยู่อีก







