
คุ้มกันปูเข้าคูหา
จัดทหาร-ตร.ชุดพิเศษคุมครม.หย่อนบัตร
การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ มีโอกาสเกิดความวุ่นวายและสุ่มเสี่ยงเกิดเหตุปะทะระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการเลือกตั้ง ทาง สุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) จึงได้สั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จัดชุดดูแลรักษาความปลอดภัยหน่วยพิเศษอำนวยความสะดวกให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ได้ประสาน พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ส่งทหารเข้าร่วมดูแลความปลอดภัย อีกทั้งเตรียมยกรถยนต์ที่จอดขวางหน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วย
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ระบุว่า ได้จัดกำลังดูแลหน่วยเลือกตั้งทั้ง 93,533 หน่วย ประมาณ 1.3 แสนนาย ทั้งใน กทม. สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา พัทลุง และตรัง เป็นต้น
นอกจากนี้ 3 เหล่าทัพ ได้จัดกำลังสนับสนุนการรับมือสถานการณ์การเผชิญหน้าแล้วด้วย โดยแบ่งกำลังเป็น2 ส่วน ประกอบด้วย ชุดเคลื่อนที่เร็ว รับผิดชอบพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกำลังสายตรวจชุดเคลื่อนที่เร็วลาดตระเวน
ขณะที่กองทัพภาคที่ 1 ประเมินว่า ในวันที่ 2 ก.พ. มีจุดเสี่ยงปะทะที่ต้องจัดกำลังทหารเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 10 เขต ดังนี้ สายไหม ดอนเมือง บางกะปิ วังทองหลาง หลักสี่ บางนา บางบอน สวนหลวง มีนบุรี และบึงกุ่ม
ด้าน ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต.จะประชุมหารือกับคณะที่ปรึกษากฎหมายชุดใหญ่ในกรณีเปิดรับสมัครใหม่ใน 28 เขตที่ยังไม่มีผู้สมัคร รวมทั้งปมประเด็นวันเลือกตั้งว่าต้องเป็นวันเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากเกิดคำถามว่า การเลือกตั้งใน 28 เขต ไม่ใช่วันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอาจขัดต่อ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง
“มีหลายปัจจัยที่อาจมีเหตุให้โมฆะ แต่ กกต.ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเอง เพราะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ” ศุภชัย กล่าว
สำหรับการนับคะแนนหลังปิดหีบในวันที่ 2 ก.พ. หน่วยเลือกตั้งใดที่ลงคะแนนได้จะนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง แต่ กกต.จะยังไม่ประกาศผลคะแนน เพราะต้องรอการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าใน 83 แห่งที่ปิดไปก่อนในวันที่ 23 ก.พ. รวมกับคะแนนจากนอกราชอาณาจักรก่อน จึงจะประกาศผลคะแนนได้
ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า หากวันที่ 2 ก.พ. ประชาชนไปใช้สิทธิไม่ได้เนื่องจากการปิดถนนก็แจ้งเหตุได้ภายใน 7 วัน
ทั้งนี้ ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราวการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลจะใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่สั่งคุ้มครองเรื่องของกินของใช้และวัสดุที่ใช้ในการชุมนุม ซึ่งศาลได้นัดชี้ขาดอีกครั้งในวันที่ 6 ก.พ.







