
ศึกใหม่พลัง 2 ก.ม.ชิงผลคะแนนเลือกตั้ง
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 2 ก.พ.มากเท่าไหร่ดูเหมือนว่าการเมืองจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ตั้งแต่การเสียชีวิตของสุทิน ธราทิน แกนนำคนสำคัญของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ในระหว่างการชุมนุมคัดค้านการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา
การสูญเสียที่เกิดขึ้นได้นำมาซึ่งความวิตกกังวลของหลายฝ่ายว่าการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งและรัฐบาลไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ทำให้การเลือกตั้งต้องเดินหน้าไปตามพระราชกฤษฎีกา
ขณะที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เตรียมปิดกรุงเทพฯ อีกครั้งในวันเลือกตั้ง แม้ว่า “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. จะประกาศเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้งเพราะต้องการแค่แสดงพลังกดดันรัฐบาลเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความรุนแรงที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งจะเกิดการต่อสู้ในทางการเมืองระหว่าง กปปส.และรัฐบาลผ่านการตีความผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขผู้มาใช้และไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ผลคะแนนพรรคการเมือง รวมไปถึงผลคะแนนของผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง (โหวตโน) โดยมีความเป็นไปได้ที่ต่างฝ่ายต่างจะชิงตีความใน 3 รูปแบบ
รูปแบบที่ 1 รัฐบาลใช้ผลการเลือกตั้งมาสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง
รูปแบบนี้รัฐบาลจะตีความว่าคะแนนประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าตัวเองยังได้รับการยอมรับในทางการเมือง
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะอ้างด้วยว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งในส่วนที่เลือกและไม่เลือกพรรคเพื่อไทยหรือโหวตโน เป็นกลุ่มไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ กปปส.ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และตอบโต้ กปปส.ว่าที่ผ่านมามวลมหาประชาชนที่แกนนำ กปปส.อ้างมาตลอดนั้นไม่ได้มีความเป็นรูปธรรมที่แท้จริง
ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมรัฐบาลถึงอยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเลือกตั้งไปก็ไม่สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลได้
รูปแบบที่ 2 การตีความเสริมความชอบธรรมให้ กปปส.
ผลคะแนนที่อาจสะท้อนการเคลื่อนไหวของ กปปส.ได้อย่างมีนัยสำคัญจะอยู่ในส่วน“โหวตโน” และ “ผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง”
ทั้งนี้ ในทางกฎหมายคะแนนสองส่วนนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเข้าสู่ตำแหน่ง สส.ของพรรคการเมือง แต่จะมีผลกระทบในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง
กล่าวคือ สมมติว่าถ้าคะแนนโหวตโนในครั้งนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือน เม.ย. 2549 ที่ทำไว้ที่ 9,610,874 คะแนน หรือมีประชาชนไม่ออกมาใช้สิทธิเกินกว่า 40% จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 30% ย่อมตีความได้ว่าคะแนนเสียงกลุ่มนี้สนับสนุนการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งตามแนวทางของกปปส.ประสบความสำเร็จพอสมควร และพรรคเพื่อไทยก็ไม่อาจใช้การเลือกตั้งครั้งนี้มาสร้างความชอบธรรมเพื่อเข้าสู่อำนาจได้
เท่ากับว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในปี 2557 กำลังเข้าสู่สถานการณ์ชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศ เหมือนกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เผชิญมาแล้วเมื่อเดือน เม.ย. 2549
อย่างไรก็ตาม คะแนนโหวตโนและตัวเลขของผู้ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้งอาจจะไม่ใช่การแสดงถึงนัยที่ว่านี้ได้เสียทีเดียว เพราะด้านหนึ่งมีกระบวนการคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไปใช้สิทธิของประชาชน เป็นผลให้คะแนนที่ออกมาอาจจะไม่สะท้อนความหมายดังกล่าวได้ทั้งหมด
รูปแบบที่ 3 ลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองอื่นหรือโหวตโนเพื่อปฏิเสธพรรคเพื่อไทยและ กปปส.
นอกจากการตีความคะแนนโหวตโนในบริบทที่ให้น้ำหนักกับ กปปส.แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งยังมองได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสิทธิของตัวเอง พร้อมกับแสดงออกให้เห็นถึงการปฏิเสธทั้งพรรคเพื่อไทยและ กปปส.ไปในตัว
เหตุผลที่สำคัญในการใช้โหวตโนปฏิเสธพรรคเพื่อไทยและ กปปส. คือ ต้องการให้การเมืองแก้ไขปัญหาด้วยกติกาในระบบ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หรือสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปของ กปปส.ในบางประเด็น แต่ไม่ขอสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่น การให้นายกรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้ทางเลือกที่ 3 อย่างการโหวตโนเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองให้รัฐบาลและ กปปส.ได้เห็น
ส่วนการลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยอย่างพรรคร่วมรัฐบาลนั้น มองได้ประหนึ่งว่าต้องการให้มีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่นขึ้นมาบริหารประเทศบ้าง เพื่อลดความขัดแย้งในปัจจุบันหลังจากพรรคเพื่อไทยผูกขาดการเป็นนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ซึ่งรวมไปถึงการไม่สนับสนุน กปปส.ด้วย เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองของ กปปส.ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ถึงกระนั้น เจตนารมณ์ในการลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ อาจไม่ใช่การปฏิเสธพรรคเพื่อไทยหรือ กปปส.เสียทีเดียว เพราะพรรคการเมืองกลุ่มนี้มีลักษณะเป็น “จังหวัดนิยม” อยู่มาก เช่น คนสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงส่วนใหญ่มักจะลงคะแนนเสียงให้พรรคชาติไทยพัฒนา หรือคนนครราชสีมาจำนวนหนึ่งจะลงคะแนนให้กับพรรคชาติพัฒนา เป็นต้น ดังนั้น ความหมายของคะแนนที่พรรคการเมืองนั้นได้อาจไม่ได้สะท้อนถึงการไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ กปปส.ทั้งหมด
ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าคะแนนเลือกตั้ง 2 ก.พ.จะมีความหมายอย่างไร แต่ที่เห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความ คือ การเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศแห่งความขัดแย้งไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด







