
ชะตากรรมแบงก์รัฐถูกบีบปล่อยกู้จำนำข้าว
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เดินหน้าค้ำประกันเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เดินหน้าค้ำประกันเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินไปจ่ายค่าจำนำข้าวชาวนา แม้ว่าจะมีความเสี่ยงทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันรัฐบาลในอนาคตได้
เมื่อ พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ได้ลงนามในหนังสือและส่งไปยังธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 34 แห่ง เพื่อเชิญชวนร่วมประมูลเงินกู้ ธ.ก.ส. ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเพื่อนำไปจ่ายค่าจำนำข้าวก้อนแรก 2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท โดยเริ่มประมูลงวดแรกสัปดาห์นี้ และจะประมูลสัปดาห์ละ 2 หมื่นล้านบาท ไปจนได้เงินครบ
พงษ์ภาณุซึ่งเป็นผู้เซ็นกู้เงินบริหารจัดการน้ำจากการออก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ทั้งที่ศาลปกครองตัดสินว่าการดำเนินโครงการไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีการทำประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้เสีย ให้เหตุผลว่า ที่ต้องเดินหน้าค้ำประกันเงินกู้จำนำข้าว เพราะดูข้อกฎหมายดีแล้วว่าไม่ผิด และคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันว่าทำได้ หากไม่ดำเนินการก็จะเป็นการใจร้ายกับชาวนา
เหตุผลของพงษ์ภาณุที่เป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ไม่ต่างจากนักการเมืองที่จับชาวนาเป็นตัวประกัน และอ้างต่างๆ นานาเพื่อเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่เป็นโครงการที่ยอดแย่ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนมหาศาล และการทุจริตทุกหย่อมหญ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังไม่ควรมองข้าม และควรให้ความสำคัญไปไม่น้อยกว่าการทำให้ถูกกฎหมาย
ในแง่วินัยการเงินการคลัง ต้องถือว่ากระทรวงการคลังในยุคนี้สอบตก เพราะโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการมา 2 ปีก่อนหน้านี้ ใช้เงินไปแล้ว 6.8 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนถึง 4 แสนล้านบาท มีการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ และนายทุน ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
การที่กระทรวงการคลังยังค้ำประกันเงินกู้ให้โครงการนี้เพิ่มอีก ก็เท่ากับกู้เงินไปทิ้ง กู้เงินไปให้เกิดการโกงซ้ำซากต่อไป เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่เคยที่จะปรับกระบวนการโครงการรับจำนำข้าวแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดการโกงกินกันจำนวนมาก
ดังนั้น การค้ำประกันเงินกู้จำนำข้าวของกระทรวงการคลังรอบใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการค้ำประกันโครงการรับจำนำข้าวเน่า และค้ำประกันอนาคตของรัฐบาลรักษาการ
เพราะหากการค้ำประกันเงินกู้โครงการข้าวล้มเหลว โครงการรับจำนำข้าวก็ถึงกาลอวสาน และรัฐบาลก็หมดเครดิตและไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป รวมถึงกระทรวงการคลังก็ไม่สามารถเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศได้อีกต่อไป
การดำเนินการค้ำประกันเงินกู้ของกระทรวงการคลัง ที่ไม่พิจารณาเรื่องธรรมาภิบาล จึงส่งผลกระทบให้การค้ำประกันเงินกู้ตกอยู่ในภาวะลำบาก เพราะสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่กล้าให้กู้ เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของธนาคาร ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดมีการทุจริตและความเสียหายเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว
ดังนั้น การเปิดประมูลโครงการเงินกู้ ธ.ก.ส. ที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันรอบแรกจึงล้มเหลว สถาบันการเงินแทบทุกแห่งต่างเมินปล่อยกู้ เพราะไม่ต้องการเอาแบงก์ทั้งแบงก์ไปเสี่ยงกับโครงการรับจำนำข้าวที่อย่างเก่งก็ประมูลได้ไม่กี่หมื่นล้านบาท ไม่คุ้มกับถูกม็อบมาปิดแบงก์ หรือประชาชนมาแห่ถอนเงินจนฐานะแบงก์มีปัญหาได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้กระทรวงการคลังรวมถึงรัฐบาลไม่มีทางเลือกต้องดิ้นหนีตาย ด้วยการบีบแบงก์เฉพาะกิจของรัฐหรือแบงก์ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นมาปล่อยกู้ โดยการล็อบบี้ผ่านทางคณะกรรมการของธนาคารที่ส่วนใหญ่เป็นคนของรัฐบาลทั้งนั้น
เป้าหมายแรก คือ ธนาคารทหารไทย ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ และ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่นั่งเป็นประธานธนาคาร และพงษ์ภาณุก็นั่งเป็นประธานบริหาร มีอำนาจอนุมัติให้ธนาคารปล่อยกู้ได้เลย คาดว่าจะหนีไม่พ้นต้องเสี่ยงตายปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าว แม้ว่าการกู้รอบแรกจะหนีรอดมาได้ก็ตาม
ตามมาด้วยธนาคารกรุงไทย ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ แม้ว่า วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร จะออกมายืนยันว่าไม่ปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าวหลายครั้ง แต่เมื่อรัฐบาลเข้าตาจนเช่นนี้ คาดว่าจะปฏิเสธต่อไปไม่ได้ เพราะรายชื่อกรรมการนั้นต้องบอกว่า เป็นคนของรัฐบาลเพื่อไทยแทบทั้งสิ้น
วรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการธนาคาร ที่เป็นคนที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ส่งมานั่งในตำแหน่งนี้แบบไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล กรรมการธนาคาร เป็นประธานกรรมการบริหาร ก็เป็นคนสายตรงของรัฐบาล และกรรมการที่เหลือก็เป็นคนที่พรรคเพื่อไทยส่งมานั้น ดังนั้น ไม่เป็นการยากหากจะให้คณะกรรมการบีบฝ่ายบริหารปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าว
ธนาคารออมสิน ที่เป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาล เป็นอีกเป้าที่รัฐบาลเล็งมาเป็นอันดับหนึ่งปล่อยกู้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถูกต่อต้านจากสหภาพแรงงานของธนาคารอย่างหนัก ถึงขนาดส่งหนังสือถึงคณะกรรมการของธนาคาร 15 คน ห้ามปล่อยกู้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลอีกต่อไป แต่กรรมการส่วนใหญ่โดยเฉพาะ ชูจิรา กองแก้ว ประธานกรรมการ ธนาคารออมสิน นพ.ประเสริฐ หลุยเจริญ นงลักษณ์ พินัยนิติศาสตร์ ก็เป็นคนจากฝ่ายการเมืองของรัฐบาลนี้ส่งมาทั้งนั้น
จึงต้องจับตาว่า กรรมการธนาคารจะหักกับสหภาพแรงงานเพื่อสนองใบสั่งของรัฐบาลในการปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ซึ่งมีการกำหนดกันไว้ชัดเจนว่าจะเปิดประมูลในทุกๆ วันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์จนกว่าจะครบ 1.3 แสนล้านบาท
ฟันธงลงไปได้เลยว่า แบงก์รัฐไม่มีทางหนีแน่นอน แต่จะอ้างว่าการปล่อยกู้จำนำข้าวเป็นการปล่อยกู้ให้กับกระทรวงการคลังที่ไม่มีความเสี่ยง เพื่อลดแรงกดดันจากสังคมและลูกค้าของธนาคาร
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงหนีไม่พ้นว่า การปล่อยกู้ดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้ให้กับ ธ.ก.ส.เพื่อไปจ่ายค่าจำนำข้าว โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน
ดังนั้น แบงก์รัฐจึงรับภาระหนักมากที่สุด เพราะการปล่อยกู้นอกจากเป็นการอุ้มโครงการรับจำนำข้าวเน่าข้าวเสียแล้ว ยังเป็นการอุ้มรัฐบาล และอุ้มกระทรวงการคลังที่กำลังล่ม เพราะถูกกองข้าวเน่าล้มทับไปด้วย
ภาระที่หนักอึ้งเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าแบงก์รัฐที่ถูกบีบให้ปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าว จะรับผลกระทบที่มาไว้หรือไม่
เพราะจะถูกตราหน้าว่า เป็นแบงก์ที่ไม่มีธรรมาภิบาล สนับสนุนให้นักการเมือง ข้าราชการ และนายทุน โกงกินกับโครงการรับจำนำข้าวโดยอ้างชาวนาเป็นตัวประกัน ถือเป็นสิ่งที่นายแบงก์และกรรมการธนาคารที่ถูกบีบจากฝ่ายการเมืองจะต้องคิดให้หนักว่าจะรักษาตำแหน่งหรือรักษาแบงก์ไม่ให้พัง







