
อย่านิ่งนอนใจ
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ไม่เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ไร้ทางออกแล้วลากให้เศรษฐกิจไทยซึมลึก ภายใต้ภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศส่งผลให้เงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนลดลง มูลค่าส่งออกขยายตัวติดลบและนักท่องเที่ยวต่างประเทศยกเลิกมาเมืองไทย
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ไม่เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ไร้ทางออกแล้วลากให้เศรษฐกิจไทยซึมลึก ภายใต้ภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศส่งผลให้เงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนลดลง มูลค่าส่งออกขยายตัวติดลบและนักท่องเที่ยวต่างประเทศยกเลิกมาเมืองไทย
ล่าสุด วิกฤตการณ์ค่าเงินและวิกฤตเศรษฐกิจก็กลับมาเขย่าขวัญสั่นประสาทกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอีกครั้ง จุดพลุโดยประเทศอาร์เจนตินา
แม้จะยังไม่มีใครฟันธงว่า ปัญหาครั้งนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตระลอกใหม่หรือไม่ ทว่าบรรดาธนาคารกลางกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างพร้อมใจกันงัดมาตรการทางการเงินออกมาต่อสู้กันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว
ธนาคารกลางตุรกีปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเกือบเท่าตัวจาก 7.75% ไปอยู่ที่ 12% ขึ้นดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนจาก 3.5% ไปอยู่ที่ 8% และขึ้นดอกเบี้ยรีโประยะ 1 สัปดาห์ จาก 4.5% ไปอยู่ที่ 10% ซึ่งทำให้เงินลีราที่เคยอ่อนค่าทุบสถิติ 2.33 ลีราต่อเหรียญสหรัฐ สามารถแข็งค่าไปอยู่ที่ 2.17 ลีราต่อเหรียญสหรัฐ
ทางด้านธนาคารกลางแอฟริกาใต้ตัดสินใจเดินหน้าตามรอยตุรกีทันที ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.5% ไปอยู่ที่ 5.5% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2555 เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อและลดแรงกดดันต่อค่าเงินแรนด์ ที่กำลังอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางอินเดียก็เพิ่งประกาศขึ้นดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมายเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน โดยขึ้นดอกเบี้ยกู้ยืม 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 8% เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่สูงถึง 6.2%
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ช่วยให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้แข็งค่าขึ้นได้เพียงช่วงสั้นๆ เพราะหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าชะลอมาตรการคิวอีครั้งที่สองอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินในหลายประเทศก็กลับอ่อนค่าลงอีกครั้ง ทว่ารัฐบาลตุรกียืนยันจะไม่ใช่มาตรการควบคุมเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาค่าเงินอ่อน
แล้วประเทศไทยล่ะได้เตรียมรับมือปัญหานี้อย่างไรบ้าง ล่าสุดธนาคารซีไอเอ็มบีไทย คาดการณ์เงินบาทจะอ่อนค่าแตะ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ไตรมาสแรก
เราขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรมอย่ามัวแต่รักษาการ หรือมุ่งแก้ปัญหาทางการเมืองเท่านั้น ควรเตรียมเครื่องมือต่างๆ ไว้บ้าง การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษน่ะ
โปรดอย่าชะล่าใจว่าปี 2556 เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลออกจากตลาดหุ้นไทยแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท หากเกิดวิกฤตขึ้นมาคงเหลือหุ้นที่จะขายอีกไม่มากแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง และถ้าคิดง่ายๆ อย่างนี้ เมื่อภัยมาเยือนแล้วจะกลับลำแก้ไขไม่ทันการณ์







