posttoday
ปลุกกระแสเจรจาเพื่อปฏิรูป

ปลุกกระแสเจรจาเพื่อปฏิรูป

31 มกราคม 2557

ทีมข่าวการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเชื่อมั่นในการปฏิรูปประเทศได้มีการรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” และเปิดตัวต่อสังคมเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา

เครือข่ายดังกล่าวเกิดจากการรวมตัวขององค์กรต่างๆ 74 องค์กร ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรธุรกิจ ผู้บริหารส่วนราชการ กลุ่มนักการเมืองและองค์กรสื่อมวลชน

เบื้องต้นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปออกแถลงการณ์ 3 ข้อ คือ 1.หยุดความรุนแรง การยั่วยุ ลดการเผชิญหน้าและการส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนและผู้มีความเห็นต่าง

2.เริ่มต้นเจรจาเพื่อหาทางออกประเทศ เพราะไม่มีความขัดแย้งใดในโลกที่หาทางออกได้โดยปราศจากการเจรจา ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ก็ตาม คู่ขัดแย้งและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเจรจาเกี่ยวกับการปฏิรูป

และ 3.เดินหน้าปฏิรูปทันทีเพื่อปกป้องวาระการปฏิรูปประเทศไม่ให้ถูกลดความสำคัญลงภายใต้บรรยากาศการเผชิญหน้าของฝ่ายต่างๆ และสูญเสียโอกาสของความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่เห็นพ้องเรื่องการปฏิรูป

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวว่า เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเกิดจากการรวมตัวของคนที่เชื่อในเรื่องการปฏิรูปและเชื่อว่าถ้ามองดีๆ พื้นฐานของทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งก็หวังดีกับประเทศ และน่าจะถึงเวลาที่ต้องหันหน้ามาคุยกัน เปลี่ยนพลังความขัดแย้งเป็นพลังการสร้างสรรค์ แต่เครือข่ายฯ ไม่ใช่เวทีกลางหรือจะไปเชิญใครมาเจรจาแต่อย่างใด

“เราไม่อยากให้กระแสปฏิรูปจมหายไปท่ามกลางความขัดแย้ง” กิตติพงษ์ กล่าว

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าที่ผ่านมามีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปไปยังรัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่เห็นบรรยากาศของการเดินหน้า เครือข่ายฯ เลยเลือกที่จะใช้วิธีการก่อตัวจากพลังทางสังคมดึงผู้ที่ทำงานเรื่องปฏิรูปร่วมกัน ซึ่งหากดูข้อเรียกร้องของคู่ขัดแย้งมี 3 เรื่องที่ต้องปฏิรูปเป็นลำดับแรกคือ การปฏิรูปการเมือง ทั้งในเรื่อง 1.การเข้าสู่อำนาจ การกำกับการใช้อำนาจ 2.กระจายอำนาจ 3.ต่อต้านการคอร์รัปชั่น

“3 เรื่องนี้เป็นต้นทางที่จะช่วยให้การปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะการจัดการทรัพยากร แก้ปัญหาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมสามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย ถ้าทำ 3 เรื่องนี้ไปก่อน” บัณฑูร กล่าว

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและพลังของประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจมารับข้อเสนอไปทำ ในทางกลับกันถ้าประชาชนไม่เข้มแข็งจริง มีข้อเสนออะไรก็ไม่มีใครรับไปทำ

“ถามว่าแล้วเครือข่ายอย่างนี้จะมีพลังได้อย่างไร ก็คือพลังเครือข่าย ตัวอย่างเช่น จริงๆ มีเครือข่ายมากมายที่ทำงานปฏิรูปมานานแล้ว กลุ่มเหล่านี้ก็เป็นพลังที่แท้จริงในการเอาข้อเสนอจำนวนหนึ่งลงไปปฏิบัติการ และจะเป็นพลังส่งผลไปถึงผู้มีอำนาจทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง เราก็ต้องทำงานระยะยาว ปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง พลังมันอาจจะไม่แข็งอย่างที่เคยเจอกันแต่มันก็มีพลัง เป็นพลังที่อาจเป็นพลังใหม่ก็ได้ ถ้ามีการร่วมมือกันต่อเนื่องต่อไป” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงว่า ความน่าสนใจของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปคือ การพยายามเริ่มต้นจากความเข้าใจว่าคู่ขัดแย้งมีฐานคิดที่มีความชอบธรรมทั้งคู่ มีเหตุมีผลทั้งคู่ วิธีการคลี่คลายความรุนแรงก็ต้องเริ่มต้นจากการหยุดความรุนแรง

“โจทย์ที่เราสนใจคือเรื่องความรุนแรง ประเทศต่างๆ เวลาเกิดความรุนแรงมันเกิดจิตสำนึกแบบสงครามขึ้น แยกว่านี่พวกเขาพวกเรา ทีนี้ประเด็นของเครือข่ายปฏิรูปที่น่าสนใจคือ เรามี สส.ที่มาจากพรรคการเมืองที่มาจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็นั่งกับเครือข่ายปฏิรูป มีเครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนนั่งอยู่กับองค์กรธุรกิจ ซึ่งนี่คือคู่ขัดแย้งที่มีมาด้วยกันตลอด แต่เราพยายามบอกว่ามันนั่งด้วยกันได้ และเรื่องสำคัญคือหยุดความรุนแรงเพราะมันคุยกันได้ และที่คุยกันก็เพราะประเทศนี้ไม่ต้องการความรุนแรง ผมว่านี่คือเนื้อหาสาระที่อยากจะบอก” ชัยวัฒน์ กล่าว

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ข้อเสนอในระยะสั้นเกี่ยวกับการรับมือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. ก็คือในหลักการต้องเคารพสิทธิของผู้ที่ประสงค์จะไปเลือกตั้ง และขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิของผู้ไม่ประสงค์จะไปเลือกตั้งด้วย และต้องหาทางออกการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าของประชาชน

“ถ้าไม่อาจเจรจาในประเด็นทั้งหมดที่เกี่ยวกับการปฏิรูป อย่างน้อยที่สุดน่าจะมีกลไกการเจรจาหาทางออก เพื่อรับมือกับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ป้องกันความรุนแรงอาจต้องมีคณะกรรมการร่วมของทั้งสองฝ่าย ที่จะแก้ปัญหาการเผชิญหน้าที่จะเกิดในวันที่ 2 ก.พ. ขณะเดียวกันสิ่งที่จำเป็นต้องทำอีกอันคือว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งมีบทเรียนจากการเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งที่ผ่านมาจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก สุดท้ายพวกเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันความรุนแรง ในแง่ที่เรามารวมตัวเรียกร้องให้พยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด” วิฑูรย์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท