
งัดความรุนแรงถล่มโต๊ะปรองดอง
สถานการณ์กลับต้องตึงเครียดขึ้นมาอีกทั้งจากเหตุระเบิดและการลอบยิงด้วยอาวุธสงครามที่เปลี่ยนเป้าสังหารจากทหารมาเป็น “ตำรวจ” แทน มองได้ทางหนึ่งคือการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในกลุ่ม “ตำรวจมะเขือเทศ”
สถานการณ์กลับต้องตึงเครียดขึ้นมาอีกทั้งจากเหตุระเบิดและการลอบยิงด้วยอาวุธสงครามที่เปลี่ยนเป้าสังหารจากทหารมาเป็น “ตำรวจ” แทน มองได้ทางหนึ่งคือการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในกลุ่ม “ตำรวจมะเขือเทศ”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เหตุคนร้ายลอบใช้ปืนกลเอ็ม 16 และระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่กลุ่มตำรวจที่ยืนเฝ้ารักษาการณ์ 2 จุด คือ บริเวณแยกศาลาแดง และหน้าอาคารอื้อจือเหลียง ถนนพระราม 4 เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกเหนือจากคร่าชีวิต ส.ต.ท.กานต์ณุภัทร์ เลิศจันทร์เพ็ญ ผบ.หมู่ ป. สน.ทุ่งมหาเมฆ วัย 38 ปี กับ จ.ส.ต.วิทยา พรหมสำลี ผบ.หมู่ ป. สภ.หนองประมง จ.ชัยนาท แล้ว ยังนับเป็นปฏิบัติการที่พยายามล้มแนวทางปรองดองระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับแกนนำ นปช.อย่างปฏิเสธไม่ได้!
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าความพยายามจะหา “ทางลง” ของทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์เองต้องพบกับขวากหนามกองโตเสียแล้ว หากจะแยกให้เห็นกลุ่มที่ต่อต้านและปฏิเสธการปรองดองมองได้ว่า...
1.กลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่เกาะเกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศตัวไม่เห็นด้วยกับโรดแมปแนวทางปรองดองตั้งแต่แรก และปฏิเสธจะจับมือกับนายอภิสิทธิ์มาตลอด จึงเลือกใช้ยุทธการรุนแรงใช้อาวุธสงคราม “หักดิบ” ไม่ให้จับมือกันได้อย่างราบรื่น รวมทั้งการยัดข้อหาคนเสื้อแดงล้มสถาบัน และการออกหมายจับแกนนำ นปช.โยงกับการก่อการร้าย ล้วนสร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปฏิเสธนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่แรก จึงเป็นแรงเสริมให้ปฏิบัติการตอบโต้รัฐบาลอย่างรุนแรง
สอดรับกับคำกล่าวของนายกอภิสิทธิ์ผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ล่าสุด ด้วยการแฉอย่างตรงไปตรงมาว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งอีกนัยก็เป็นแดงฮาร์ดคอร์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงทั้งหมดและต้องการล้มแผนปรองดอง ตอกย้ำด้วยการเปิดเผยถึงความเชื่อมโยงระหว่าง เสธ.แดง กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่พอใจต่อแผนปรองดอง
จึงพอจะได้คำตอบระดับหนึ่งถึงความพยายามของสายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการแสดงแสนยานุภาพสกัดแผนปรองดอง และต้องการมีอำนาจนำแกนนำเสื้อแดงบางส่วนที่อยากหาทางลง
2.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ 14 พ.ย. 2553 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะศักยภาพของพรรคการเมืองใหม่(กมม.) ยังไม่พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นได้ หรือหากคิดจะลงสนามสู้ก็คงทานฐานเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทยไม่ได้
3.กลุ่มนายทหารฮาร์ดคอร์ ที่ยอมไม่ได้กับการสูญเสียพลพรรค “บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. ในเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ยังรวมถึงการสูญเสียกำลังพลทหารในการปะทะกับ นปช.อีกถึง 2 ครั้ง คือ วันที่ 22 และ 28 เม.ย. ซึ่งยังมองด้วยว่าเป็นความผิดพลาดสำคัญของรัฐบาล และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ไม่ได้ให้อำนาจทหารใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัว|ตั้งแต่แรก ส่งผลให้การเผชิญหน้าของกำลังทหารกับคนเสื้อแดงทุกครั้งต้องถอยร่นเสียทัพพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
และ 4.กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลบางกลุ่ม หรือแม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่คัดค้านการตัดสินใจเตรียมยุบสภาของนายอภิสิทธิ์ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือก่อน สัญญาณการเลือกตั้งจึงเร็วเกินไปที่จะเตรียมรับมือในสนามเลือกตั้งที่ต้องทุ่มงบหลายพันล้านบาท หนทางที่น่าจะดีที่สุดคือพยายาม “สร้างสถานการณ์” ล้มโต๊ะเจรจาการปรองดองให้เร็วที่สุด เพื่อยืดอายุอำนาจบริหารในกระทรวงที่ยังกุมบังเหียนอยู่
นักวิเคราะห์ข่าวหน่วยความมั่นคงมองว่าสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ซึ่งเดิมตั้งเวทีปราศรัยใหญ่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนินกลาง ต่อมาวันที่ 14 เม.ย. ได้เคลื่อนย้ายเวทีมารวมกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ นับจนถึงวันที่ 10 พ.ค.นี้ ย่างเข้าเดือนที่ 2 แล้ว
ในช่วงโค้งสุดท้ายทางออกร่วมกันกำลังจะไปได้ดี เพราะแกนนำ นปช.เองก็ยืนยันแนวทางปรองดองกับรัฐบาลหรือองค์กรใดก็ได้ด้วยความสันติ ปราศจากความรุนแรง และต้องการให้ยุติโดยเร็วโดยไม่ต้องมีการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน
หากร่วมกันหารือทุกฝ่ายด้วยความสันติร่วมกัน ไม่ถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ หากรัฐบาลยุบสภา นปช.ก็ไม่ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ!
แต่สถานการณ์กลับต้องตึงเครียดขึ้นมาอีกทั้งจากเหตุระเบิดและการลอบยิงด้วยอาวุธสงครามที่เปลี่ยนเป้าสังหารจากทหารมาเป็น “ตำรวจ” แทน มองได้ทางหนึ่งคือการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในกลุ่ม “ตำรวจมะเขือเทศ” ที่แอบเทใจให้กลุ่มคนเสื้อแดงไปไม่น้อย ต้องกลับมาระวังตัวมากขึ้น
อีกทั้งกรณีการ์ดกลุ่ม นปช.ควบคุมตัว จ.ส.อ.สมชาย จุลางยน รอง ผบ.มว. สนับสนุนกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 1 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ซึ่งพกพาอาวุธปืนขนาด 11 มม. เดินสังเกตการณ์อยู่หน้าห้างสยามพารากอน ช่วงคืนวันที่ 8 พ.ค. ก็เป็นสัญญาณยืนยันว่า นปช.เองก็หวาดระแวงเจ้าหน้าที่จะเข้ามาก่อกวนในพื้นที่ชุมนุมเช่นกัน
สิ่งที่น่าวิตกก็คือ ในแนวทางสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อหาตัว “มือยิง” ถล่มกลุ่มตำรวจ รวมถึงเหตุระเบิดทั่ว กทม.กว่า 50 ครั้งก่อนหน้านี้ ก็ยังคลำไม่เจอปมใดๆ แม้จะมีการออกหมายจับ หรือจับกุมผู้ต้องสงสัยสารพัดสีที่เห็นว่า “เข้าข่าย” พัวพัน แต่สุดท้ายพยานหลักฐานอ่อนจึงหลุดข้อกล่าวหายกแผง
นอกเหนือจากคนกลุ่มนี้ต้องการล้มโต๊ะเจรจาปรองดองแห่งชาติแล้ว ความต้องการให้เกิดผลกระทบต่อขวัญประชาชนจึงกลายเป็นผลพลอยได้ของแก๊งระเบิดการเมืองนาทีนี้
ความจงใจ “สร้างสถานการณ์” ของผู้เสียประโยชน์ทางการเมือง จึงเป็นเรื่องอันตรายต่อแนวคิดเพื่อสันติของทั้งนายอภิสิทธิ์และแกนนำ นปช.
ไม่ใช่จิตวิญญาณแห่งวิถีประชาธิปไตย!







