posttoday
หวั่นรุนแรงไทยถูกลดเกรด

หวั่นรุนแรงไทยถูกลดเกรด

31 มกราคม 2557

ลดคิวอีรอบสองไทยสอบผ่านฉลุยตปท.ไม่ขายบอนด์กลัวขาดทุนค่าเงินซ้ำ

ลดคิวอีรอบสองไทยสอบผ่านฉลุยตปท.ไม่ขายบอนด์กลัวขาดทุนค่าเงินซ้ำ

นายแบงก์ธปท.ยันลดคิวอีรอบสองไทยไม่หวั่น จับตาเลือกตั้งรุนแรงถูกลดเครดิตแน่ บาทจ่อร่วง 33.50

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศลดการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ตามความคาดหมายอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คงเหลือเพียง 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

การประกาศลดคิวอีครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าจะส่งผลให้กระแสทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น จึงส่งผลให้ทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินในหลายประเทศอ่อนค่าลงทันทีเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2557

นอกจากนั้น เฟดยังตัดสินใจคงดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐต่อไปที่ 0-0.25%

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คิวอีที่ลดลงไม่ได้ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกมากนัก และไม่มีผลต่อค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน

สิ่งที่จับตาคืออันดับเครดิตของไทย ถ้าหากมีเหตุการณ์รุนแรงในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ ประเทศไทยอาจถูกพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตลงได้ ซึ่งอันดับเครดิตมีกันชนปริ่มๆ แค่ 2 ขั้นจากปัจจุบันที่ BBB+ ถ้าลดอีกก็จะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่น่าลงทุน มีผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งกระทบต้นทุนการกู้ยืมในต่างประเทศได้

ด้าน นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลดคิวอีลงครั้งนี้เป็นไปตามคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ ทำให้ตลาดทั่วโลกปรับตัวในทิศทางเดิม คือ นักลงทุนโยกเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น และสินทรัพย์ในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐและเงินสกุลปลอดภัยแข็งค่าขึ้น ส่วนค่าเงินบาทอ่อนลงบ้าง แต่ยังปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ระยะนี้ถือเป็นช่วงที่ตลาดโลกมีความอ่อนไหวกว่าปกติ และไทยเข้าสู่ช่วงใกล้การเลือกตั้งอาจทำให้ต่างชาติปรับลดฐานะการลงทุนในไทยบ้าง แต่ไม่ใช่การเทขายจากความตื่นตระหนก เพราะไทยยังมีพื้นฐานที่ดีพอ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลมาโดยตลอด ทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่สามารถรักษาสมดุลและมีนโยบายมหภาคที่ดีจะไม่อ่อนไหวมาก

นายอิทธิพันธ์ เจียกเจิม ผู้จัดการขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในระยะสั้นค่าเงินบาทมีโอกาสจะหลุดจากระดับ 33 บาทได้ แต่ในระยะยาวยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้บ้าง

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาดูคือปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งหากสามารถคลี่คลายได้ภายในครึ่งปีแรกการอ่อนค่าจะค่อยเป็นค่อยไป แต่หากยังยืดเยื้อก็จะเป็นแรงกดดันต่อทั้งค่าเงินและเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวจากนักค้าเงิน เปิดเผยว่า ในระยะอันใกล้ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าหลุด 33.50 บาทได้ และหากลดดอกเบี้ย เงินทุนไหลออกจะรุนแรงกว่านี้

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. เงินบาทปิดที่ระดับ 32.88/99 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนดัชนีหุ้นร่วงเพียง 7.35 จุด ปิดที่ 1,264 จุด แต่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายรุนแรงอีกครั้ง 3,362 ล้านบาท และขายตราสารหนี้อีก 1,276 ล้านบาท รวม 4 วันทำการนี้ ไหลออกไปจากตลาดทั้งสองแห่ง 16,422 หมื่นล้านบาทแล้ว สะท้อนถึงความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์