posttoday
ชงดึงปธ.ศาล-ผบ.เหล่าทัพตั้งคณะเจรจาปู-สุเทพ

ชงดึงปธ.ศาล-ผบ.เหล่าทัพตั้งคณะเจรจาปู-สุเทพ

30 มกราคม 2557

อดีตกกต.เสนอดึงประธานศาล –ผบ.เหล่าทัพตั้งคณะเจรจายิ่งลักษณ์-สุเทพ "ประพันธ์" ห่วงยิ่งยืดเยื้อประเทศยิ่งพัง เตือนกปปส.ขวางเลือกตั้งทำลายความชอบธรรมตัวเอง

อดีตกกต.เสนอดึงประธานศาล –ผบ.เหล่าทัพตั้งคณะเจรจายิ่งลักษณ์-สุเทพ "ประพันธ์" ห่วงยิ่งยืดเยื้อประเทศยิ่งพัง เตือนกปปส.ขวางเลือกตั้งทำลายความชอบธรรมตัวเอง

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. เวลา 10.00 น.ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “มูลนิธิตาสว่าง” ร่วมกับ “มูลนิธิฟรีดริช เนามัน” จัดงานเสวนา “ทางออกประเทศไทย วิกฤตเลือกตั้ง ’57” มีนายประพันธ์ นัยโกวิท อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Right Watch ประจำประเทศไทย และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมเสวนา

นายประพันธ์ กล่าวว่า แน่นอนว่าต่อให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ ขณะนี้ให้มองทั้ง 2 ฝ่ายต้องยอมรับว่า การที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกหรือไปถึงขั้นให้ครอบครัว ตระกูล หรือพรรคเลิกส่งคนสมัครลงเลือกตั้งนั้น เป็นข้อเสนอที่ฝ่ายนายกฯ เองก็ยอมไม่ได้  ขณะเดียวกันจะให้ฝ่ายผู้ประท้วงยุติการชุมนุมนั้นคงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ซึ่งข้อเรียกร้องหลายส่วนของทางผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.เองถือว่ามีเจตนาที่ดีต่อประเทศที่ต้องการจะปฏิรูปประเทศ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำมวลชนเอง หากให้ยอมถอยคงลำบากเพราะจะเกิดคดีความตามมาจำนวนมาก      

นายประพันธ์ ระบุว่า ดังนั้นสภาพปัญหาการเมืองเวลานี้เข้าสู่สภาวะยืดเยื้ออย่างที่มีการพูดกันว่าใครอึดกว่าชนะ เพราะทางฝั่งรัฐบาลยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.และไม่ใช้กำลังในการเข้าสลายการชุมนุม ขณะที่แกนนำ กปปส.ก็ยืนยันชุมนุมต่อและคัดค้านการเลือกตั้ง สภาวะเช่นนี้ความเดือดร้อนจะตกอยู่กับคนทั้งประเทศเอง หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป

อดีต กกต.ผู้นี้ เสนอว่าควรให้คู่กรณีมาคุยกันทั้งนายสุเทพ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งแน่นอนว่าโจทก์และจำเลยย่อมคุยกันไม่ได้หากไม่มีศาลเข้ามาเป็นตัวกลาง ฉะนั้นปัญหาเวลานี้ คือ เราต้องให้บุคคลที่มีศักยภาพมาเป็นคนกลางในการเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย

"เห็นว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขวิกฤตโดยดึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงประธานศาล ทั้งประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง เเละศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาเป็นคณะเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนครั้งที่มีผู้เสนอแนะแนวคิดดังกล่าวระหว่างที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยที่จะให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญ อย่าไรก็ตามตนเห็นว่าสถานการณ์เวลานี้ควรตั้งคณะชุดนี้ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เจรจาทั้ง 2 ฝ่าย เพราะทั้งศาลและกองทัพ เป็น 2 สถาบันหลักที่กลุ่ม กปปส.ให้การยอมรับอยู่แล้ว"นายประพันธ์กล่าว

นายประพันธ์ กล่าวถึงสถานการณ์การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ว่า การเลือกตั้งเป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองทั่วโลก และเป็นหน้าที่ของคนไทยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้หลังเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.จะยังไม่สามารถยุติสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่มองว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น กปปส.ไม่มีสิทธิไปขวางไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ขอเตือนว่าการยิ่งห้ามไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ ภาพที่ออกมาอย่างต่อเนื่องจะทำให้นายสุเทพสูญเสียมวลชน และยิ่งทำลายความชอบธรรมของ กปปส.เอง เพราะไม่ได้เป็นการขัดขวางรัฐบาล แต่เป็นการขัดขวางตาสี ตาสา พวกราษฎรเต็มขั้นที่เขาต้องการไปเลือกตั้ง ทั้งนี้เชื่อว่าว่าการต่อสู้ในสงคราม หากขาดความชอบธรรมก็ยากที่จะชนะ       

"ควรบอกมวลชนของท่านไปว่า ไม่ยอมรับได้ เเต่อย่าขัดขวางการเลือกตั้ง ให้ไปโหวตโน ไม่ประสงค์ลงคะแนน อย่างการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.ปี 2549 มีผู้มาใช้สิทธิ 28 ล้านคน กาบัตรดี 15 ล้านคน กาโนโหวตและบัตรเสียมีจำนวนรวมถึง 13 ล้านคน เหล่านี้สามารถส่งสัญญาณออกไปได้"นายประพันธ์กล่าว 

นายประพันธ์กล่าวอีกว่า สิบปีให้หลังมานี้ประเทศมีการตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก หลังการรัฐประหารมีคนไทยมาใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 74% หลังเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อปี 2553 มีคนมาใช้สิทธิ 75% และค่าเฉลี่ยของการเลือกตั้งอยู่ที่ 75.03% นั้น พบว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศเสียอีก มันสะท้อนว่าตราบใดที่ 3 จังหวัดชายแดนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แสดงว่าเขายังยอมรับการปกครองของไทยได้ที่ต้องเดินไปตามกฎเกณฑ์ กติกา เลือกคนที่เสนอนโยบายแก้ปัญหาให้เขา หรือให้เขามีศักดิ์ศรีขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนว่ายิ่งเกิดเหตุวิกฤต ยิ่งต้องมีการเลือกตั้ง

ด้านนายสุณัย กล่าวว่า ผ่านการสังเกตการณ์การเลือกตั้งนานาชาติมาหลายครั้ง สำหรับประเทศไทยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีสภาวะไม่ปกติที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในสังคมไทยจากความขัดแย้งอย่างเข้มข้นของคนไทย 2 ขั้ว อย่างไรก็ตามมองว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองในกติการะหว่างประเทศ กลุ่ม กปปส.สามารถคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งได้ แต่ไม่ควรก้าวล่วงไปเป็นพฤติกรรมขัดขวางการเลือกตั้ง ถึงจะมีการโต้แย้งว่าประชาธิปไตยทั้งหมดไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะการเลือกตั้ง คือ วิธีการที่จะไปแสดงออกถึงความเห็นต่างได้อย่างสันติ จะไปกาพรรคไหน หรือไม่เลือกใครเลยก็ได้

“ต่อให้หลังวันที่ 2 ก.พ.ยังไงจำนวน สส.ก็ไม่เพียงพอต่อการเปิดสภาอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เรารู้ว่าประชาชนมีจุดยืนอย่างไร อาจจะมีคนบอกว่าเลือกไปแล้วได้พรรคเพื่อไทยเข้ามา แต่ถ้าเรายังยึดหลักการ หาก สส.พรรคเพื่อไทยทำอะไรแย่ๆ ต่อประชาชน คนเขาก็เปลี่ยนไม่โหวตให้ ยิ่งถ้าในพื้นที่คนเสื้อแดง หากผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ชนะขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มันเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่จะส่งไปถึง สส.ให้รู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อเสียงประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา แต่ถามว่าหากเปลี่ยนเป็นระบบแต่งตั้ง คนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามา เขาจะต้องรับผิดชอบต่อใคร เพราะฉะนั้น accountability (ความรับผิดชอบ) มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้แทนต้องรับผิดชอบเสียงของคนที่เลือกเขาเข้าไป แต่หากใช้ระบบแต่งตั้ง accountability ตรงนี้มันจะไม่เกิด”นายสุณัยกล่าว  

นายสุณัย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุด ในวันที่ 2 ก.พ.คือ ต้องขอให้ทุกฝ่ายสั่งการในทุกระดับปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อกันทุกรูปแบบ ต้องสั่งทุกปีกของตัวเองทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด อย่าอ้างว่าสั่งทุกปีกไม่ได้ และขอให้หยุดใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม  เพราะหากสร้างความเกลียดชังจนฝ่ายหนึ่งเห็นอีกฝ่ายไม่เป็นมนุษย์แล้ว การประหัตประหารมนุษย์ด้วยกันจะเกิดขึ้นง่ายมาก

“ที่สำคัญ คือ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งหมด โดยไม่เกินเลยความจำเป็นและสมแก่เหตุ ควรส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า หากประเมินว่าหน่วยเลือกตั้งนั้นจะถูกปิดล้อม ไม่ควรปล่อยให้คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องเจอเหตุการณ์ตามยถากรรม ทั้งนี้ควรตั้งด่านสกัดกั้นอาวุธอย่างเข้มข้น เพราะรัฐบาลมีกฎหมายพิเศษรองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ในแต่ละหน่วยควรใช้ตำรวจในพื้นที่ดูแล เพราะตำรวจในพื้นที่จะรู้จักคนที่เป็นตัวสร้างปัญหาในพื้นที่ หรือ Trouble Maker เป็นอย่างดี เพื่อสกัดเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้น”นายสุณัยกล่าว

ขณะที่ ดร.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยไม่ใช่ความแปลกใหม่เมื่อเทียบกับประเทศประชาธิปไตยชาติอื่น ประเทศเรากำลังอยู่ในคลื่นลูกที่สามของการพัฒนาประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไป ทั้ง ๆ ที่เวลานี้ควรมีการดีเบต หรือนำเสนอนโยบายที่ใช้เลือกตั้ง หรืออย่างน้อยพรรคการเมืองควรมีชุดความคิดที่นำเสนอออกมาในการแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งในเวลานี้ แต่กลับไม่เห็นบรรยากาศดังว่าเกิดขึ้น

ทั้งนี้มองว่าแม้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.อาจยังไม่สามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ แต่การเลือกตั้งก็สามารถเป็นเครื่องมือที่ประชาชนสามารถใช้แสดงออกเพื่อบอกออกไปว่าเขากำลังคิดอย่างไรต่อสถานการณ์การเมืองเวลานี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญตรงจุดที่ว่าเป็นวิธีการนับจำนวนที่ดีที่สุด บนพื้นฐานที่ว่าทุกคนเท่ากัน และผลการเลือกตั้งจะบอกว่าพลังทางสังคมควรเทไปทางใด

ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เวลานี้คนไทยมักจะนำชุดความคิดที่ว่าด้วยความดีเข้าไปจับในเรื่องการเมือง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วใช้จับต้องไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีเหตุผลและมุมมองในมองความดีแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมองว่าสถานการณ์การเมืองไทยไม่ควรนำเรื่องฐานะหรือความรู้ มากีดกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้อื่นออกไปเพราะจากการศึกษา วิจัยมา พบว่าแต่ละคนมีชุดความรู้แตกต่างกัน

“ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีรายได้เกินกว่าค่าเฉลี่ย หรือการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีจะตอบได้ว่า ระบบ สส.มีทั้งหมดกี่คน หรือประธานรัฐสภาชื่ออะไร แต่ขณะเดียวกันถ้าเราถามว่าคุณรู้จัก สส.ของคุณไหม หรือคุณรู้จักนักการเมืองที่กำลังลงสมัครไหม คนเหล่านี้จะตอบไม่ได้ แต่จะกลายเป็นว่าคนที่มีการศึกษาไม่เกิน ปริญญาตรี หรือมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจะตอบได้มากกว่า ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย แต่ละคนมีชุดความรู้ ชุดความคิดเรื่องการเมืองต่างกัน ดังนั้นไม่ควรกีดดันคนบางส่วนออกไปให้ไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะการศึกษาหรือรายได้”ดร.อรรถสิทธิ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท