
อย่าเห็นแก่ได้
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งคณะอนุกรรมการถอดถอนนายกรัฐมนตรีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล หลังจากที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต รมช.พาณิชย์ ในข้อหาละเลยให้มีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งคณะอนุกรรมการถอดถอนนายกรัฐมนตรีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล หลังจากที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต รมช.พาณิชย์ ในข้อหาละเลยให้มีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว
ผลดังกล่าวเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าโครงการจำนำข้าวสร้างปัญหาให้เกิดการรั่วไหลและเป็นภาระของงบประมาณแผ่นดินมาก ตามที่นักวิชาการ นักธุรกิจ และนายแบงก์ได้ชี้ประเด็นไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลใช้เงินไปมากกว่า 5 แสนล้านบาท และมีผลขาดทุนจากการประเมินอย่างไม่เป็นทางการของนักวิชาการและคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวประมาณ 2 แสนล้านบาท แม้รัฐบาลจะไม่ยอมรับตัวเลขนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการขาดทุนที่แท้จริงคืออย่างไร
และเมื่อเจอทางตันในเรื่องของการกู้เงินจำนวน 1.3 แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลไม่ได้เตรียมการไว้ก่อนจะประกาศยุบสภา ทำให้ไม่มีเงินมาจ่าย จนสร้างปัญหาชาวนานำข้าวมาจำนำแล้วไม่ได้รับเงิน จนเดือดร้อนไปทั่ว และต้องออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาล
การแก้ปัญหาของรัฐบาลในการเร่งหาเงินกู้มาให้ชาวนา ก็จะต้องระมัดระวัง เพราะมีประเด็นเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องคิดถึง หากพลาดพลั้งอาจจะถูกดำเนินคดีในภายหลังได้ ในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจที่จะกู้เงินจากธนาคารเอกชนด้วยการประมูลดอกเบี้ย
ประเด็นคือ การที่ธนาคารพาณิชย์จะเข้าร่วมประมูลเงินกู้ โดยเห็นว่ามีความเสี่ยงน้อยเพราะรัฐบาลค้ำประกันนั้น ไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นการสมควรหรือไม่ เพราะโครงการนี้ทั้งนายแบงก์และนักธุรกิจที่รวมตัวกันเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่นได้วิจารณ์โครงการนี้มากมายว่าเกิดการคอร์รัปชั่นมาก
และเมื่อโครงการนี้สร้างความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก แต่ธนาคารกลับยินดีที่จะให้กู้สนับสนุนโครงการที่เห็นผลชัดเจนแล้วว่าได้สร้างแต่ผลเสียมากกว่าผลดี ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพต่อไป
โดยข้อเท็จจริง เอกชนนั้นทำธุรกิจโดยต้องรักษาสมดุลของ 3 สิ่งไว้ คือ ผู้ถือหุ้น พนักงาน และลูกค้า จะต้องไม่ได้รับความเสียหาย แต่ธนาคารควรจะต้องคำนึงถึงสังคมและส่วนรวมด้วย หากยินดีที่จะสนับสนุนโครงการที่สร้างปัญหาแก่ประเทศ ทั้งทำลายตลาดข้าว ความรั่วไหล ก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเองสวนทางกับจริยธรรมในการทำธุรกิจ แม้จะไปทำโครงการธุรกิจเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ ก็ไม่สามารถชดเชยได้







