posttoday
ฟองสบู่หุ้นกู้สะท้านจีนหนี้เสียพุ่งฉุดศก.ล่ม

ฟองสบู่หุ้นกู้สะท้านจีนหนี้เสียพุ่งฉุดศก.ล่ม

30 มกราคม 2557

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

สั่นสะท้านไปทั่วทั้งแผ่นดินจีนเมื่อมีข่าวออกมาว่า “กองทุนเครดิต อีควล โกลด์วันทรัสต์ โปรดักส์ (Credit Equals Gold 1)” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านหยวน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งออกโดยบริษัท ไชน่า เครดิต ทรัสต์ เพื่อนำเงินไปลงทุนในบริษัทผลิตถ่านหินแห่งหนึ่งในแดนมังกร เสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนตามที่ให้สัญญาไว้ที่ 10% ต่อปี ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวล้มละลายไปเมื่อ 2 ปีก่อน

ซ้ำร้าย เจ้าของกิจการก็ยังมาถูกจับในข้อหายักยอกเงินลงทุนอีกด้วย !

ภาวะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ครั้งสำคัญดังกล่าว ร้อนไปถึงธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมและการพาณิชย์จีน (ไอซีบีซี) ธนาคารพาณิชย์ของรัฐรายใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของพญามังกร ซึ่งเป็นผู้ช่วยออกขายตราสารลงทุนดังกล่าวต้องขยับตัวเข้ายื่นมือมาช่วยเหลือในที่สุด ด้วยการออกใบแจ้งไปยังนักลงทุนว่าผู้ซื้อและลงทุนในกองทุนดังกล่าวสามารถขายสิทธิการรับผลตอบแทนต่อไปยังผู้ซื้อรายใดก็ได้ เพื่อนำมาชดเชยผลตอบแทนการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกระโดดเข้าช่วยเหลือกองทุนเอกชนดังกล่าวของไอซีบีซีจะช่วยให้จีนรอดพ้นจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนการลงทุนครั้งสำคัญไปได้ แต่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการต่อลมหายใจให้กับปัญหา “หนี้เสีย” และ “การกู้เงินนอกระบบธนาคาร (ชาโดว์แบงก์)” ให้มีลมหายใจต่อไปในระบบการเงินจีน

เพราะความช่วยเหลือครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนรู้สึกชาชินและเคยตัวต่อการลงทุนในสินทรัพย์และตราสารเสี่ยง ซึ่งขณะนี้มีมูลค่าประมาณ 16.7 ล้านล้านหยวน (ราว 83.5 ล้านล้านบาท) ต่อไป เนื่องจากเคยชินว่าในท้ายที่สุดรัฐก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีก

การตัดสินใจช่วยเหลือครั้งนี้ สร้างความผิดหวังให้กับเหล่านักวิเคราะห์จำนวนมาก เนื่องจากเคยคาดหวังไว้ว่ารัฐบาลจีนจะปล่อยให้กองทุนดังกล่าวผิดนัดชำระหนี้ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลจะเลิกเข้าไปอุ้มชูและสนับสนุนการลงทุนที่ไม่ยั่งยืนดังกล่าวอีกแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศที่ต้องการเลิกพึ่งพาการส่งออกลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และการล้างหนี้เสีย

นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสดีในการส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนในประเทศที่เสพติดการเข้าเก็งกำไรในกองทุนต่างๆ ให้ใช้ความระมัดระวังต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่หวังจะได้ผลตอบแทนสูงๆ อย่างเดียวโดยไม่สนใจดูปัจจัยพื้นฐานความเป็นจริง

“การงัดเครื่องมือช่วยเหลือนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ เท่ากับว่าจีนกำลังเตะกระป๋องลงไปบนท้องถนน ดังนั้นนักลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับภาคธนาคารเงาเหล่านี้จึงรู้สึกว่าได้รับการปกป้องจากรัฐบาล ทั้งๆที่ก็รู้ว่ากำลังลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยง”ไมค์ เวอร์เนอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท แซนฟอร์ด เบิร์นสเตียร์

ทั้งนี้ การออกขายตราสารหนี้แก่นักลงทุนกว่า 3,000 ล้านหยวน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ของบริษัทหลักทรัพย์ ไชน่า เครดิต ทรัสต์ ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระบบธนาคารเงาในแดนมังกร ซึ่งกำลังกลายเป็นมะเร็งร้ายคุกคามระบบเศรษฐกิจของจีนในเวลานี้อีกด้วย

เพราะเครือข่ายการกู้ยืมเงินในระบบการเงินนอกภาคธนาคารได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากในจีน หลังจากที่ไม่สามารถเข้าถึงการกู้เงินในระบบได้ ทว่าด้วยมาตรฐานการดูแล ไปจนถึงควบคุมการปล่อยกู้ที่หละหลวมและปราศจากความเข้มงวดเหมือนกับธนาคาร

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเบี้ยวหนี้และหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากบนแผ่นดินมังกรในขณะนี้ โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ระบุว่า ในปี 2012 จีนมีหนี้เสียสะสมมากถึง 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 158.4 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีในประเทศเข้าแล้ว

ดังนั้นแล้ว การตัดสินใจเข้าอุ้มปัญหาของไอซีบีซี ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของแดนมังกรภายใต้อิทธิพลการชี้นำของรัฐบาลจีน จึงสร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปในระบบการเงินและเศรษฐกิจจีนเกิดขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี หากว่ากันตามตรงแล้วปัญหาความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนไชน่า เครดิต ทรัสต์ ที่นำไปลงทุนสร้างโรงผลิตถ่านหินดังกล่าวยังไม่น่ากลัวมากนัก เพราะมีมูลค่าไม่มาก โดยอยู่ที่ 3,000 ล้านหยวนเท่านั้นจึงทำให้รัฐใช้กลไกต่างๆ เข้าอุ้มได้

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า หากมีกองทุนที่ใหญ่กว่านี้เกิดล้มลง เนื่องจากไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ได้ รัฐบาลแดนมังกรคงจะตกที่นั่งลำบากอย่างที่สุด เพราะการเข้าอุ้มต้องใช้เงินมหาศาล ซ้ำยังขัดกับหลักการในด้านนโยบายการปฏิรูปที่เจ้าตัวกำลังเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามอีกด้วย

“ปัญหาความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารกองทุนเอกชนของจีนล่าสุด ถือเป็นเค้าลางที่บ่งชี้ถึงปัญหาความเชื่อมั่นในจีนและภาคธนาคารเงา” หลุยหลี่กัง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ป สาขาฮ่องกง กล่าวในรายงาน พร้อมเสริมว่า ในปี 2014 นี้ จะเป็นปีที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้เอกชน

ยืนยันได้จากข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ไห่ต่ง ที่เผยว่า ในปีนี้มีกองทุนที่ครบการจ่ายชำระหนี้คืนแก่นักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้บริษัทเอกชนรวมๆ กันแล้วมากถึง 5.3 ล้านล้านหยวน (ราว 26.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านหยวน (ราว 17.5 ล้านล้านบาท)

เฉพาะแค่ในปี 2012 ก็เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาการชำระหนี้คืนของกองทุนต่างๆ แล้วอย่างน้อย 20 กองทุน ซึ่งโชคดีว่าไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โต เนื่องจากผู้ออกขายตราสารกองทุนสามารถหาเงินมาจ่ายคืนได้

ขณะที่รายงานจากหนังสือพิมพ์ อีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี แฉว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีนักลงทุนในจีนที่ลงทุนใน “กองทุนไพรเวท อิคิวตี้ ฟันด์” มูลค่ากว่า 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,000 ล้านบาท) ที่ยังไม่ได้รับผลตอบแทนจากบริษัท ปักกิ่ง โรอิน อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้เอกชนจะเสี่ยงต่อการทำให้ปัญหาหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นในจีน แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างแล้ว เพราะขณะนี้หลายบริษัทเอกชนในแดนมังกรได้เริ่มหันมาซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากเงินในธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น และลดการลงทุนในหุ้นกู้ของเอกชนที่มีความเสี่ยงลง

ล่าสุด กองทุนลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของจีน ชื่อว่าหยูอี้เป้า ซึ่งดูแลโดยบริษัท เทียนหง แอสเสจ แมเนจเมนต์ ได้ลดปริมาณการถือครองหุ้นกู้เอกชนแล้วมากกว่า 50% เพื่อนำเงินไปลงทุนในบัญชีเงินฝากของธนาคารที่มีความปลอดภัยกว่า หลังจากที่เริ่มมีสัญญาณว่าหุ้นกู้และตราสารต่างๆ ของภาคเอกชนมีแววว่าจะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น

ขณะที่ผลจากการที่นักลงทุนหันกลับเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลจีนมากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรจีนอายุ 10 ปี เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ร่วงลง 0.5 จุด ลงไปอยู่ที่ 4.51% ส่วนผลตอบแทนหุ้นกู้บริษัทแดนมังกร ความน่าเชื่อถือ AA เพิ่มสูงขึ้น 13 จุด ไปอยู่ที่ 7.77%

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนจีนหลายแห่งดูหมดมนต์เสน่ห์ลง ก็เนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลจีนชุดปัจจุบัน ที่หันมาออกนโยบายให้บริษัทลดการผลิตส่วนที่ล้นเกินลง และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ดังนั้น บริษัทต่างๆ เช่น บริษัทผู้ผลิต เหล็ก ยาง กระดาษ ที่เคยผลิตอย่างมโหฬารก็ต้องลดกำลังการผลิตลง เพื่อสนองตอบนโยบายรัฐ ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบต่อไปยังผลกำไรของบริษัทตามไปด้วย

แม้ว่าปัจจุบันหลายฝ่ายจะเริ่มหันมาตระหนักถึงความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้เสียมากขึ้น แต่การดำเนินการแก้ปัญหาไม่ทันท่วงที และเอาแต่อุ้มปัญหาต่อไปก็รังแต่จะทำให้ปัญหายืดออกไปเท่านั้น ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาที่รากฐานอย่างจริงจัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท