
อย่าลืมมาบตาพุด
เวลาลุล่วงมาแล้ว 7 เดือนเศษ นับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2552 ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับการลงทุนของ76 โครงการในมาบตาพุด วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่มากๆ สำหรับประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลกลับให้ความสำคัญน้อยกว่าเรื่องเหตุการณ์การชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ ต่างทุ่มเวลา และทุ่มกำลังที่มีอยู่ทั้งมวลไปแก้ปมความขัดแย้งทางการเมืองมานานกว่า 1 เดือนแล้ว
เวลานี้นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยขนกระเป๋าหนีการลงทุนจากเมืองไทย ไปเวียดนาม มาเลเซียหรืออินโดนีเซียแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะเราเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองมาซ้ำเติมปัญหามาบตาพุดหรอก แต่เกิดจากกฎหมายของไทยขาดความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อถือไม่ได้มากกว่า และที่สำคัญรัฐบาลยังหาทางออกเรื่องนี้ไม่ได้เลย
เวลานี้ภาคเอกชนได้แต่มีความหวังและตั้งตารอว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะนำเสนอร่างรายชื่อ 19 ประเภทอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรค 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนนี้ และคาดว่าจะสามารถประกาศเป็นกฎหมายได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้
นั่นหมายความว่าจะมีการแยกน้ำดีออกจากน้ำเสีย หากโครงการใดไม่เข้าข่าย ก็จะสามารถขอปลดล็อก ยื่นต่อศาลเพื่อขอยกเลิกคำสั่งระงับโครงการ สามารถติดเครื่องลงทุนต่อไปได้
ทั้งนี้ที่ผ่านมา ผู้บริหารกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย รวมถึงค่ายปตท. ต่างออกมานั่งยันและยืนยันว่าหลายโครงการไม่เข้าข่าย โดยเฉพาะโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 และเตรียมความพร้อมที่จะรีบเดินหน้าสานต่อโครงการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ทรัพยากรที่ลงทุนไปแล้วเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายตั้งเป้าหมายไว้ ก็ยังไม่รู้ว่าปมใหญ่จะสามารถแก้ไขหรือมีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญจะมีคนกลุ่มไหนออกมาเรียกร้อง ฟ้องร้องต่อศาลไม่หยุดหย่อนว่ามีโครงการใดบ้างที่สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัญหาเหล่านี้แก้ไขไม่สะเด็ดน้ำ
และกล้าฟันธงได้เลยว่าถ้าหากรัฐบาลไม่กระโดดออกมาลงมือมาแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างจริงจัง คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะอะไรก็ตามที่แต่งตั้งขึ้นมา ทำงานและรับผิดชอบโดยลำพัง โครงการลงทุนมูลค่ามหาศาลที่ภาคเอกชนได้ทุ่มเทกำลังเงิน และงานก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมากแล้ว อาจจะค้างเติ่งต่อไป และตอกย้ำให้นักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อถือกฎหมายของไทยอีกแล้ว อย่างนี้ใครหน้าไหนจะกล้าขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศที่มีความไม่แน่นอน แม้กระทั่งกฎมาย







