
ตำรวจเฉย สุมไฟขัดแย้ง
ทีมข่าวการเมือง
ทีมข่าวการเมือง
รุนแรงหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ กับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อกลุ่มที่เห็นต่างกับความคิดทางการเมืองเล่นหนักถึงขั้นเข้าทำร้าย และต้องการความสูญเสียที่ถึงกับชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สุทิน ธราทิน แกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่พาสมัครพรรคพวกผู้ชุมนุมไปคัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้าที่หน่วยเลือกตั้งวัดศรีเอี่ยม ท้องที่เขตบางนา ถูกยิงจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ระดมพรรคพวกมาเช่นกันเพื่อต้านกลุ่มของสุทิน ยังผลให้เขาต้องจบชีวิตลง
ยังไม่นับรวมอีกหลายเหตุการณ์กว่า 40 ครั้ง ทั้งมือมืดบุกยิงผู้ชุมนุม ปาระเบิดเข้าใส่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือขบวนของ กปปส.ที่แยกบรรทัดทอง ขณะที่กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินขบวน
ทุกคดีในทุกเหตุการณ์อยู่ในมือตำรวจที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ แต่ดูเหมือนทุกวันนี้ทุกคดีจะเหมือนถูกสีกากีใส่เกียร์ว่างเข้าให้ เพราะแทบจะไม่มีความคืบหน้ามากนัก แม้พยานหลักฐานหลายคดีจะชี้ชัด ทั้งภาพถ่ายคนก่อเหตุ หรือคลิปวิดีโอต่างๆ ที่เป็นเบาะแสให้ตำรวจเดินต่ออย่างไม่ยากเพื่อหาตัวคนร้ายก็ตาม
ด้วยสาเหตุกลใดกันแน่ที่ทำให้ตำรวจต้องนิ่ง!!
ฤาจะเป็นเพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้ผลักดันให้ตำรวจอยู่ฝั่งตรงกันข้ามไปเรียบร้อย ทั้งด้วยวาจาบนเวทีปราศรัย กล่าวต่อว่าเป็นขี้ข้าของระบอบทักษิณ ยิ่งบวกกับหลายครั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุม “หยาม” ศักดิ์ศรีของตำรวจด้วยการรื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือเอาเท้าเหยียบป้ายตราตำรวจถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างความ เจ็บช้ำให้ตำรวจในหัวใจ จนกลายเป็นชนวนเหตุที่เกิดการปะทะกันหลายครั้ง มวลชนต้องเผชิญหน้ากับตำรวจจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บล้มตายกันไป
หรือในด้านของตำรวจเอง ผู้บังคับบัญชาก็มีการปลูกฝังทางความคิดให้ต้องต่อสู้กับประชาชน เพราะหลายครั้งก่อนที่จะมีการปะทะกันเกิดขึ้น ทั้งที่แยกพล.1 รอ. หรือแม้แต่ที่ทำเนียบรัฐบาล เสียงผู้บังคับบัญชาที่ตะโกนบอกตำรวจให้พร้อมสู้ และกลุ่มมวลชนที่อยู่ตรงหน้า คือศัตรูของทางรัฐบาล
“ตั้งแถว รอแจกแก๊สน้ำตาให้พวกเขาหน่อย” หรือ “แก๊สน้ำตาเป็นภาษีของประชาชน ตำรวจจะยิงคืนกลับไปให้” คำพูดเหล่านี้ถือเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังมวลชน แม้ระยะหลังแกนนำจะมีการพูดบ่อยครั้งว่าตำรวจระดับล่างไม่ได้เป็นศัตรูกัน เพียงแต่ผู้บังคับบัญชาเท่านั้นที่มวลชนไม่ชอบด้วยพฤติกรรม คือ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.
แต่อย่าลืมว่า ด้วยวินัยของตำรวจที่เคารพผู้บังคับบัญชา รักพวกพ้องสีกากีด้วยกัน หากนายโดนว่าจากผู้ชุมนุม ลูกน้องก็ต้องช้ำใจเป็นของธรรมดา ยิ่งบวกกับเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม จึงกลายเป็นอารมณ์ของความสะใจ บวกกับความหมั่นไส้ม็อบเป็นทุนเดิม ตำรวจจึงนิ่งเฉยเสีย แม้ว่าด้วยหน้าที่จำต้องทำคดีเพื่อติดตามหาคนร้ายที่ก่อเหตุมาให้ได้ก็ตาม
ใช่ว่าตำรวจจะไม่มีฝีมือ ยิ่งในขณะนี้ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การควบคุมของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ถือได้ว่ามีนักสืบมือดีมาระดมกันมากที่สุด หลายคดีทั้งฆ่าปล้น ยาเสพติด ชิงทรัพย์ หรือแม้แต่การฆ่าอำพรางคดี เกือบจะทั้งหมดหากเกิดในเมืองหลวง ทีมงานของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ สามารถปิดคดีได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น คดีของเอกยุทธ อัญชันบุตร พริบตาเดียวไม่ถึงสัปดาห์ ก็ลากตัวคนร้ายมาโชว์ให้คนเห็นได้ทั้งประเทศ
การขยับของตำรวจในภาวะการชุมนุมถือเป็นเรื่องสำคัญ หลายครั้งที่นิ่งเฉยทำให้สังคมอนุมานว่าตำรวจเป็นใจหรือไม่กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เห็นภาพได้ชัดเจนคือกรณีของ “ตั้ง อาชีวะ” หรือ เอกภพ เหลือรา ที่ขึ้นเวทีเสื้อแดง ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน วันที่ 27 พ.ย. 2556 ถูกออกหมายจับโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระนั้นตำรวจก็ยังดูเหมือนจะไม่สนใจในคดีนี้มากนัก และไม่มีข่าวการจับกุม ทั้งๆ ที่ “ตั้ง อาชีวะ” ปรากฏตัวในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
รวมถึงล่าสุดมีคลิปเชื้อชวนคนรักประชาธิปไตยไปเลือกตั้งแสดงตัวชัดเจน แต่ตำรวจก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ “ตั้ง อาชีวะ” เหมือนๆ กับอีกหลายคดีทางการเมืองที่เกิดกับกลุ่ม กปปส. เช่นกัน ที่ดูแล้วคดีต่างๆ คงจะไม่มีความคืบหน้า
แน่นอนว่าตำรวจจะต้องวางตัวเป็นกลางไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองใด การทำหน้าที่ดูแลประชาชน ปกป้องทุกคนให้รอดพ้นจากอันตรายถือเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติ แม้ว่าจริงๆ แล้วตำรวจจะไม่ชอบใจนักกับการชุมนุม กปปส.ก็ตามที
เพราะหากตำรวจเลือกข้างอย่างชัดเจนแล้ว ใส่เกียร์ว่างปล่อยเหตุการณ์ให้บานปลายไม่ระงับเหตุ หรือทำคดีให้กระจ่าง นอกจากจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมของประเทศแล้ว อีกด้านหนึ่งยังทำให้คนก่อเหตุย่ามใจ และยิ่งจะทำให้ผู้ชุมนุมต้อง ตกอยู่ในอันตรายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญความรุนแรงที่กำลังจะบานปลาย ต่อไปนับจากนี้ ยังจะเป็นการสุมไฟเติมเชื้อความขัดแย้งที่เป็นอยู่ และนับวันมีแต่จะทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ยากมากขึ้นทุกที







