posttoday
ปรองดองหรือเกลียดชัง จากชายแดนใต้สู่เมืองหลวง

ปรองดองหรือเกลียดชัง จากชายแดนใต้สู่เมืองหลวง

10 พฤษภาคม 2553

.....ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 

 

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากบทความ “ทำความเข้าใจสงครามความคิด : ความเป็นจริงทางสังคม พื้นที่ทางสังคม และการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อครองอำนาจทางสัญลักษณ์” อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ www.deepsouthwatch.org

 

พื้นที่ทางสังคมเกิดจากความสัมพันธ์ของคนที่แยกกระจายไปตามทรัพยากรหรือทุนที่ตัวเองครอบครองอยู่ อันเป็นไปตามลักษณะการกระจายของทรัพยากรและทุนซึ่งทำให้บังเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความผูกพัน นิสัยความเคยชินและสันดาน (Habitus)

โลกในทางภววิสัยได้แสดงตัวออกมาฐานะระบบแห่งสัญลักษณ์ (Symbolic System) ซึ่งจะถูกจัดการไปตามตรรกะแห่งความแตกต่าง หรือความแตกต่างเชิงระยะทาง เพราะฉะนั้น พื้นที่ทางสังคมจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็น “พื้นที่เชิงสัญลักษณ์”

ความสัมพันธ์ทางสังคมบนฐานของการจัดสรรทรัพยากรและการครอบครองทรัพยากรนี้ทำให้เกิดสำนึกในตัวตนและการประเมินค่า สำนึกเหล่านี้คือตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมอีกทีหนึ่ง

ระบบแห่งสัญลักษณ์ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าอำนาจเชิงสัญลักษณ์ องค์ประกอบที่สำคัญของอำนาจเชิงสัญลักษณ์ในจุดนี้ก็คือ นิสัยสันดาน (Habitus) เป็นตัวกำกับการรับรู้ การตัดสินใจ การเสนอทางเลือกว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งนี้เป็นตัวช่วยสร้างระเบียบและเอกภาพให้กับการกระทำของกลุ่มคนที่อยู่ภายในโครงสร้างดังกล่าว

วัตถุต่างๆ ในโลกทางสังคมจะถูกทำให้เกิดความสำเหนียกรู้และแสดงออกในวิถีทางที่แตกต่างกัน เพราะว่าวัตถุเหล่านี้มักจะประกอบไปด้วยความหมายคลุมเครือและมีระดับของความยืดหยุ่นพลิกแพลงทางภาษาเกิดขึ้น ปัจจัยทางภววิสัยแห่งความไม่แน่นอนคลุมเครือนี้มักจะถูกเสริมต่อให้แรงยิ่งขึ้นด้วยแนวคิดการแยกชั้นแยกประเภท เพราะคำเดียวกันอาจจะครอบคลุมการปฏิบัติหลายอย่างแตกต่างกันไป ทำให้เกิดความหลากหลายของวิสัยทัศน์ที่มีต่อโลก ซึ่งในตัวมันเองจะเชื่อมโยงกับความหลากหลายของจุดยืนทัศนะ ในขณะเดียวกัน มันก็ได้ก่อให้เกิดพื้นฐานของ “การต่อสู้ทางสัญลักษณ์ เพื่อแย่งชิงอำนาจในการสร้างและก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ต่อโลกที่มีความชอบธรรม”

การสร้างกลุ่มและการตั้งชื่อเป็นเครื่องมือและเดิมพันของการสร้างกลยุทธ์ที่ตัวแสดงทางสังคมนำเอามาใช้เพื่อการเจรจาต่อรองเพื่ออัตลักษณ์ของตนเอง ผลก็คือ ในการต่อสู้ทางชนชั้นในชีวิตประจำวัน เราอาจจะมีการพูดดูถูกเหยียดหยาม การซุบซิบนินทา การสร้างข่าวลือ การใส่ร้ายป้ายสี การกล่าวพาดพิงในทางร้าย ส่วนในระดับกลุ่ม ก็จะมีการใช้กลยุทธ์อันมุ่งที่จะยัดเยียดความเป็นจริงทางสังคมแบบใหม่ ด้วยการโยนทิ้งศัพท์ทางการเมืองแบบเก่า หรือรักษาวิสัยทัศน์แบบเก่า โดยรักษาคำเก่าเอาไว้ กลยุทธ์ที่เป็นแบบฉบับก็คือ การถอดประกอบเพื่อสร้างสิ่งเก่าให้เป็นของใหม่ให้เข้ากับความต้องการในปัจจุบัน

ในระหว่างการต่อสู้ปะทะกันในทางสัญลักษณ์ในพื้นที่ทางสังคม ยิ่งต่อสู้แย่งชิงกันก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อความรู้สึกที่ต่างกันยิ่งขึ้น ยิ่งผลิตหลักฐาน (นี่น่าเชื่อถือตามสามัญสำนึก) ไปยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นอื่นมากขึ้น ยิ่งแตกต่างกันก็ยิ่งใช้ความรุนแรงไปโหมใส่อีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้นอีก จนนำไปสู่หายนะของทั้งสองฝ่าย

การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์จะรุนแรงมากในการปะทะกันเพื่อแย่งชิงความชอบธรรมในการอธิบายความหมายเกี่ยวกับสังคมการเมืองที่คนแต่ละฝ่าย “รู้สึกว่า” ไม่มีความถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างมาก ในสังคมที่มีความแตกต่างและเหลื่อมล้ำ การปะทะกันด้วยการประณามด้วยอารมณ์ การใช้คำพูดเหยียดหยามดูหมิ่นและใส่ร้ายกันอย่างรุนแรงเพื่อสร้างความรู้สึกอคติเกลียดชังมักจะเกิดขึ้นง่ายในท่ามกลางความโกลาหลของสนามการต่อสู้ทางสัญลักษณ์ ในที่สุดอำนาจสัญลักษณ์จะสร้างความเป็นจริงขึ้นมาอีกแบบ ความรุนแรงแบบสุดโต่งยิ่งเกิดขึ้นง่ายหากใช้ความรุนแรงมาทำลายฝ่ายตรงกันข้ามโดยละเลยการยอมรับซึ่งกันและกันในพื้นที่สาธารณะ

ในช่วงเวลาของความสับสนในการสร้างเอกภาพทางวาทกรรมการเมือง สิ่งที่จะต้องเข้าใจก็คือ การประนีประนอมปรองดองจะเกิดขึ้นได้ในกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นจริงในพื้นที่ทางสังคม ในกระบวนการนี้จะต้องทำให้เกิด “พื้นที่” ที่แห่งวาทกรรมในรูปคำพูด ถ้อยแถลง การกระทำทางการเมืองหลายอย่างของทุกฝ่ายอาจจะเกิดขึ้นและแปรเปลี่ยนไปมาได้อย่างต่อเนื่อง ชุดของคำพูดคำอธิบายที่ก่อตัวขึ้น ในระยะแรกอาจจะสับสนกระจัดกระจาย วาทกรรมที่โต้แย้งกันนี้มันอาจจะเริ่มจากกฎเกณฑ์ของสิ่งหลายอย่างซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และเกาะเกี่ยวต่อเนื่อง ทับซ้อนกัน จนกระทั่งในที่สุดก็จะบังเกิดวาทกรรมร่วมหรือพื้นที่ร่วมกัน อันเกิดจากชุดของการพูด คำอธิบาย การพรรณนาความ การวิเคราะห์ การสร้างความรู้สึกประทับใจและการวินิจฉัยตัดสินใจ “ร่วมกัน” บนพื้นที่สาธารณะเพื่อหาทางออกในการสร้างความเป็นจริงชุดใหม่ขึ้นมา และทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงความรุนแรง การปะทะกันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่หายนะของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการนี้มีความเสี่ยงแฝงอยู่ไม่น้อยด้วย ข้อเสนอความปรองดองของรัฐบาลได้รับการตอบรับในเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นการก่อตัวของวาทกรรมแห่งพื้นที่ร่วมกันในสังคมการเมืองไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่หนทางเดินไปสู่การสร้างพื้นที่ร่วมกัน การสร้างความรู้สึกไว้ใจกันและความเชื่อในสันติ สังคมยังไม่ลงตัวนักในกระบวนการนี้ การแทรกตัวเข้ามาของวาทกรรมกลุ่มคนเสื้อเหลืองและกลุ่มคนเสื้อหลากสียังสะท้อนให้เห็นว่ายังมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความชอบธรรมในทางการเมืองที่รุนแรงแฝงเร้นอยู่

อะไรจะเกิดขึ้นเรายังไม่รู้ ณ จุดนี้ของสถานการณ์ แต่สิ่งที่จะต้องคิดกันให้มากก็คือ เราจะต้องเอาชนะสามัญสำนึกของเราเอง แล้วเลือกว่าจะสร้างพื้นที่สังคมที่เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ บนความประนีประนอมปรองดองหรือจะสร้างพื้นที่ของความอคติเกลียดชังที่นำไปสู่ความพินาศย่อยยับของสังคมทั้งสังคม พื้นฐานของปรากฏการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในภาคใต้ และในกรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นนี้

เป็นเรื่องที่น่าคิดที่ว่า ถ้าเราสามารถหลีกเลี่ยงความหายนะด้วยการสร้างพื้นที่ร่วมกันได้ด้วยการประนีประนอมปรองดองและการเจรจากันเพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ ซึ่ง “การมีสันติภาพ” คือถ้อยคำที่มีความหมายและความชอบธรรมมากที่สุดในความรู้สึกของทุกฝ่าย เราก็จะฝ่าข้ามปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ร่วมกันทั้งสังคม คำถามก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะอยู่บนพื้นที่เดียวกันของสามัญสำนึกใหม่เพื่อสร้างความดีงามร่วมกันได้

ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ในการเมืองของกรุงเทพฯ ตรงนี้อาจจะเป็นต้นแบบที่กลับนำมาใช้กับการแก้ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมากว่าหกปีได้เช่นกัน แต่ถ้าแก้ปมของวาทกรรมแห่งความรุนแรงตรงนี้ไม่ได้ ความรุนแรงที่ภาคใต้ก็ไม่มีทางแก้ได้เช่นกัน และน่ากลัวว่าความรุนแรงแบบเดียวกันในขอบเขตและระดับความเข้มข้นที่สูงกว่า พร้อมด้วยความโกลาหลวุ่นวายที่มากกว่าจะลุกลามไปทั่วประเทศ ณ จุดนี้พวกเราจะเลือกหนทางใดกันแน่ !

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท