
ร่างทรงหรือผู้นำของมวลมหาประชาชน?
เมื่อการชุมนุมใกล้จะครบ 3 เดือน ฝ่าย “มวลมหาประชาชน” ได้รุกคืบไปมาก และยังคงตั้งมั่นที่จะต่อสู้จนกว่าจะชนะ ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลแม้จะถูกบีบด้วยมวลชนและผลกรรมทางกฎหมาย ก็ยังยืนหยัดรั้งอำนาจไว้ถึงที่สุด ทำให้สถานการณ์เคลื่อนสู่จุดอับ จนอาจจะเกิดความรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง หลายคนจึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าวแล้วหันมาเจรจาหาทางออกให้ประเทศ
เมื่อการชุมนุมใกล้จะครบ 3 เดือน ฝ่าย “มวลมหาประชาชน” ได้รุกคืบไปมาก และยังคงตั้งมั่นที่จะต่อสู้จนกว่าจะชนะ ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลแม้จะถูกบีบด้วยมวลชนและผลกรรมทางกฎหมาย ก็ยังยืนหยัดรั้งอำนาจไว้ถึงที่สุด ทำให้สถานการณ์เคลื่อนสู่จุดอับ จนอาจจะเกิดความรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง หลายคนจึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าวแล้วหันมาเจรจาหาทางออกให้ประเทศ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พูดมาตลอดว่าจะไม่เจรจา และช่วงหลังๆ มักย้ำว่าตนเป็นเพียง “ร่างทรง” ของมวลมหาประชาชน ไม่ได้เป็น “ผู้ชี้นำ”
“ร่างทรง” ทำสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพราะมวลชนกับนายสุเทพมีจุดหมายร่วม คือขจัดระบอบทักษิณให้หมดไปจากประเทศไทย
“ร่างทรง” ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากมวลชน ในช่วงแรกมีการชี้นำให้ธุรกิจไม่จ่ายภาษีหรือให้ข้าราชการหยุดงาน แต่ไม่มีการตอบรับ ต้องเปลี่ยนเป็นการเดินขบวนและชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาล รวมถึงปิดสถานที่ราชการบังคับให้ข้าราชการไม่ทำงาน
แต่ “ร่างทรง” นี้มีความเป็นผู้นำที่โดดเด่น เป็นบารมีเหมือนแม่เหล็กดึงดูดผู้สนับสนุน
ถึงแม้การยกระดับการชุมนุมอาจจะทำให้แนวร่วมลดลงไปบ้าง แต่ระดับของการมีส่วนร่วมของมวลชนได้เพิ่มขึ้น การบริจาคเงินในท้องถนน บนเวที และการจัดกิจกรรมหาทุนต่างๆ ปรากฏขึ้นหลังจากรัฐบาลอายัดบัญชีธนาคารของฝ่าย กปปส.
สอดคล้องกับที่โบราณว่า อุปสรรคไม่มี บารมีไม่เกิด ยิ่งรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินและข่มขู่ดารานักร้องที่มาร่วมก็ยิ่งสร้างปฏิกิริยาที่ทำให้มวลชนเข้มแข็งขึ้น
นายสุเทพเป็น “แม่เหล็ก” ที่น่าสนเท่ห์ เพราะเคยมีภาพลักษณ์ไม่ดีจากเรื่อง ส.ป.ก. แต่มวลชนก้าวข้ามจุดนี้ไปไกล เพราะพวกเขาได้สัมผัสความจริงใจของนายสุเทพ ทั้งอุดมการณ์ ความกล้าหาญ ความเสียสละ
แค่คิดการใหญ่ที่จะโค่นล้มระบอบทักษิณนับเป็นความอาจหาญในเบื้องต้น ในขั้นปฏิบัติก็เต็มไปด้วยความใส่ใจระแวดระวัง อะไรที่พลาดก็ปรับเปลี่ยนด้วยความเป็นนักเลง “เทหมดหน้าตัก” ตั้งแต่การควักเนื้อขายทรัพย์สินของตนมาเริ่มจัดการชุมนุม การประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ การตัดเยื่อใยกับพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งความทุ่มเทของตัวนายสุเทพเอง ได้ทำให้มวลชนไว้เนื้อเชื่อใจจนแทบไม่มีเงื่อนไข
ในวันที่มีการปาระเบิดใส่ขบวนที่ถนนบรรทัดทอง แทนที่จะรีบขึ้นรถเกราะกลับไปก่อน นายสุเทพเลือกที่จะเดินเท้าต่อไปเคียงข้างประชาชน ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป้าเปิด
การยอมเสี่ยงชีวิตร่วมกับมวลชน การดูแลผู้บาดเจ็บเสียชีวิตอย่างเต็มที่ รวมถึงการสั่งเสียว่าหากตนถูกสังหารได้เตรียมเงินไว้ในที่ต่างๆ เพื่อการต่อสู้แล้ว ขอเพียงพี่น้องประชาชนสู้ต่อไป เหล่านี้ทำให้ศรัทธาประชาชนเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
ความถ่อมตนเป็นเสน่ห์อีกอย่างของนายสุเทพ ยิ่งคนศรัทธามากเขายิ่งติดดิน นั่งกินข้าวกล่องบนถนนเหมือนคนอื่น ครั้งหนึ่งมีผู้ชุมนุมนำรูปเขามาชูระหว่างปราศรัย นายสุเทพก็ขอให้เอาลงทันที
คนรักสุเทพไม่แพ้ที่รักทักษิณ ต่างกันที่เป็นความรักแบบให้กับให้ คือทั้งให้ใจและให้เงิน ซึ่งมีตั้งแต่เป็นแสนเป็นล้านจนถึง 11 บาท ต่างกับการให้ใจเพราะได้รับเงินหรือสินจ้าง สิ่งที่สุเทพและทักษิณให้มวลชนเหมือนกันคือ ความหวัง ของทักษิณอาจจะชื่อประชาธิปไตยแต่หน้าตาเป็นความมั่งคั่งส่วนตัว ขณะที่ของสุเทพเป็นสังคมอุดมคติ
ผู้นำระดับนี้ย่อมมีต้นทุนสูงมากพอที่จะชี้นำมวลชนได้
D Day หรือ V Day ที่เคยบอกว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่จบสักที ทำให้นายสุเทพต้องกล่าวคำขอโทษ ว่าตนพลาดคาดคะเนความด้านทนของฝ่ายทักษิณต่ำเกินไป และขอเปลี่ยนเป็นสู้จนกว่าจะชนะ ซึ่งมวลชนก็ยอมรับการชี้นำที่ทำแสนยากนี้
อีกอย่างคือ การเน้นย้ำสันติวิธี หรืออหิงสาทางกาย ที่สร้างความชอบธรรมและชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นทั้งเกราะป้องกันและเป็นพลังในการก้าวข้ามความกลัวให้การต่อสู้ครั้งนี้
“สภาประชาชน” ได้พัฒนาเป็น 3/4 เลือกตั้งตามอาชีพ 1/4 สรรหาตามกลไกในรัฐธรรมนูญ และมีการพูดชวนคนเสื้อแดงมาร่วมด้วย ทำให้เป้าหมายยกระดับจากของ “พวกเรา” สู่ความเป็น “ปวงชนชาวไทย” มากขึ้น
ล่าสุด นายสุเทพประกาศรับข้อเสนอแนะของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่จะใช้อหิงสาทางวาจาด้วย นับเป็นการปล่อยวางตัวตนที่มีนัยสำคัญ จะมีความต่อเนื่องและขยายผลได้ขนาดไหน คงต้องรอดู
สักวันเสน่ห์ของ “กำนันสุเทพ” อาจชนะใจคนตรงกลาง ข้าราชการส่วนใหญ่อาจจะกล้าแสดงตัว ทหารอาจจะออกมาปกป้องมวลชนไม่ให้ถูกกระทำรุนแรงอีก
ปรากฏการณ์ของมวลมหาประชาชนส่วนหนึ่งมาจากความเลวร้ายของระบอบทักษิณ อีกส่วนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากภาวะผู้นำของนายสุเทพ
เมื่อทั้งสองฝ่ายยังมุ่งที่จะชนะขาด จึงยากที่จะคาดเดาว่าการเผชิญหน้านี้จะจบเมื่อไร? อย่างไร? จะเสียเลือดเนื้ออีกแค่ไหน?
การปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างเมื่อถึงจุดที่จำเป็น อาจเป็นทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ







