posttoday
"ธีรยุทธ"ตั้งกลุ่มปฏิรูปทั้งระบบ

"ธีรยุทธ"ตั้งกลุ่มปฏิรูปทั้งระบบ

29 มกราคม 2557

ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอาวุโส และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 50 คน เปิดแถลงข่าวโครงการ “Restart ประเทศไทย” โดย นพ.พลเดช เปิดเผยว่า ทุกคนเห็นตรงกันในการ Restart ประเทศ หลังเจอวิกฤตรอบด้าน ทั้งด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ องค์กรสื่อสาร มวลชนใช้เสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนสร้างความแตกแยก ในสภาพที่การเมืองต่างหมดความชอบธรรมที่จะนำพาไปสู่การแก้ปัญหา

ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอาวุโส และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 50 คน เปิดแถลงข่าวโครงการ “Restart ประเทศไทย” โดย นพ.พลเดช เปิดเผยว่า ทุกคนเห็นตรงกันในการ Restart ประเทศ หลังเจอวิกฤตรอบด้าน ทั้งด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ องค์กรสื่อสาร มวลชนใช้เสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนสร้างความแตกแยก ในสภาพที่การเมืองต่างหมดความชอบธรรมที่จะนำพาไปสู่การแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนี้จะไม่พูดถึงว่า การเลือกตั้งจะต้องเลื่อนหรือไม่ เพียงแต่เห็นพ้องกันว่า ควรใช้พลังในการปฏิรูปประเทศใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ปฏิรูปปรับปรุงโครงสร้าง ระบบ และกฎหมายที่จำเป็น 2.ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง การปกครอง และระบบบริหารราชการแผ่นดิน 3.ปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการยุติธรรม 4.ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อป้องกันการผูกขาด สร้างธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ และ 5.ปฏิรูปสังคมเพื่อเสริมสร้างพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง

นพ.พลเดช กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลัก คือ เชื่อมโยง บุคคลผู้มีจุดยืนในการปฏิรูปที่ชัดเจนและมีทุนทางสังคมสูง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ร่วมประคับประคองประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ น้อมตัวเป็นผู้รับใช้ในการปฏิรูปประเทศ และสร้างเสริมเครือ ข่ายเฉพาะประเด็นและพื้นที่

“เป็นความตั้งใจของอาจารย์ธีรยุทธ ผู้ที่ปฏิรูป ต้องเป็นผู้รับใช้ประชาชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หมายความว่า ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงไปทางไหน อะไรที่ช่วยรับใช้ได้ ก็ยินดีที่จะปวารณาตัวรับใช้ จะเสริมสร้างเครือข่ายเฉพาะประเด็นและเฉพาะพื้นที่ ดำเนินการให้บรรลุผลและทะลุทะลวงเฝ้าระวังเป็นวอตช์ด็อกทั่วทั้งประเทศ เป็นพลังการเปลี่ยนแปลง ที่มหาศาล” นพ.พลเดช กล่าว

ขณะที่ ธีรยุทธ กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้เกิดจาก นักการเมืองไทยมีความโลภและใช้อำนาจแบบไม่จำกัด ซึ่งจะนำประเทศไปสู่ความพินาศ ฉะนั้นจึงขอเสนอให้ประชาชนทบทวนรับฟังข่าวสารอย่างมีสติ เช่น ความขัดแย้งเรื่องการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ซึ่งมีความแตกต่างในความคิด แต่ทั้งสองฝ่ายใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องทำร้ายกัน ส่วนกระแสการปฏิรูปเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันสร้างสังคมและสร้างภาคประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ มวลมหาประชาชน เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้านได้

“ประเทศไทยมีกรรม เพราะกระแสการปฏิรูปเกิดขึ้นทั้งหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. และหลังพฤษภาทมิฬ เนื่องจากคนคิดว่าเป็นเรื่องง่าย มีกฎหมายก็แก้ได้ แต่ความจริงยาก เพราะต้องต่อสู้จนนำไปสู่การปฏิบัติ และทุกคนต้องเอาด้วย ส่วนที่คิดว่าชนชั้นนำแก้ปัญหาได้ ต้องตัดทิ้ง และต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะการปฏิรูปจากล่างสู่บนถือว่าดีที่สุด และต้องขยายไปต่างจังหวัดให้ ทุกกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง” ธีรยุทธ กล่าว

ขณะที่ โสภณ สุภาพงษ์ อดีต สว.กทม. กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองเอาเปรียบคนจน ทุจริต คอร์รัปชั่น ทำให้ดัชนีชี้วัดประเทศไทยเลวร้ายลง ทุกด้าน และทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาล รวมถึงตำรวจ ดังนั้นจึงถึงเวลาในการปฏิรูปกฎหมาย ไม่ให้คนเหล่านี้กดขี่คนไทยต่อไป

ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรม ชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ระบบราชการอ่อนแอหลายด้าน ขุมกำลังหลายแสนคน ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่งบประมาณที่ลงไปกลับตกหล่น มีการทุจริตกัน 2535% เพราะฉะนั้นการปฏิรูประบบราชการ ต้องทำให้การแทรกแซงทางการเมืองหมดไป รวมถึงส่งเสริมคนดีคนเก่งให้ทำงานได้อย่างอิสระ

ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า การปฏิรูปไม่ควรไปยึดติดกับระบอบทักษิณ และควรมอง ไปข้างหน้ามากกว่า ว่าโจทย์ในการปฏิรูปคืออะไร เพราะที่ผ่านมาไปเน้นเรื่องการกำจัดระบอบทักษิณมากเกินไป ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ รวมถึงเถียงกันไม่จบ

ทั้งนี้ เครือข่ายผู้รับใช้การปฏิรูปประเทศโดยสันติของประชาชนไทยจะเดินสายรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ โดยจะเริ่มจาก จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา และสงขลา เพื่อผลักดันข้อเสนอการปฏิรูปประเทศต่อไป

ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธ์ุ อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งไม่ได้ลงชื่อในครั้งนี้แต่ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงกลุ่มเครือข่ายว่า ใครก็ตาม ที่มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและสังคมย่อมตระหนักดีถึงความเสื่อมโทรมที่ปรากฏอยู่ในทุกด้านในบ้านเมืองของเรา

“บรรดากลไกของกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันมิได้ล้าสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับนานาประเทศแต่ไม่อาจใช้ได้กับสังคมที่คนส่วนหนึ่งซึ่งมักเป็นผู้มีอำนาจเป็น ผู้มีวิธีคิดที่พิสดารเกินกว่าใครจะคาดถึงความจำเป็น ในการปฏิรูปในทุกเรื่องจึงเป็นเรื่องรีบด่วนที่สุด เพื่อให้ ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสงบและถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและประเทศไทยจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างที่ควรจะเป็น”

มีชัยเห็นว่า การปฏิรูปไม่อาจทำได้โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทุกอาชีพทุกวงการ เพื่อให้ทุกกลุ่มจะนำปัญหามาเปิดเผยพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขมาหลอมรวมกันให้เป็นแนวทางที่ครบถ้วนสามารถนำไปปฏิบัติได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท