posttoday
เงินทุนใหม่ญี่ปุ่นชะลอดูการเมืองไทย

เงินทุนใหม่ญี่ปุ่นชะลอดูการเมืองไทย

29 มกราคม 2557

ดีลอยท์ ประเทศไทย สำรวจพบการเมืองไทยฉุดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนเพิ่มของนักลงทุนญี่ปุ่น

ดีลอยท์ ประเทศไทย สำรวจพบการเมืองไทยฉุดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนเพิ่มของนักลงทุนญี่ปุ่น

สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ (ดีลอยท์ ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการเดินทางพบปะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายด้าน อีกทั้งญี่ปุ่นมีการลงทุนในประเทศไทยมายาวนาน มีการสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่และขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้กำหนดให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองของไทยที่ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ และมีแนวโน้มยืดเยื้อในขณะนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนเพิ่มของนักลงทุนญี่ปุ่น

“นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านเสถียรภาพของรัฐบาล และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้อบานปลาย ซึ่งเราก็ได้มีการประเมินสถานการณ์ตามความเหมาะสม และแจ้งลูกค้าถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นระยะๆ” สุภศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับภาคการเงินนอกจากนักลงทุนจะกังวลในเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองแล้ว ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในประเทศจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ และโครงสร้างผู้บริหาร กระบวนการทางราชการ รวมถึงบทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบ ในขณะที่จุดแข็งของภาคการเงินไทย คือ การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ นักลงทุนมองว่าขนาดและมูลค่าของตลาดการเงินไทยมีความน่าสนใจและเห็นโอกาสการลงทุนในตลาดการเงินและการเจริญเติบโตของตลาดนี้ในอนาคต

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นมีการขยายกำลังการผลิตในไทยมาโดยตลอด โดยมองว่าจุดแข็งของไทยคือกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนจุดอ่อนที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมือง การบริหารสินค้าคงคลัง การตรวจสอบภายใน และปัญหาการทุจริตฉ้อฉล

นอกจากสองภาคอุตสาหกรรมหลักที่ได้กล่าวไปแล้ว จากการพูดคุย พบว่ามีอีกหลายภาคธุรกิจที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น ธุรกิจค้าปลีก การเงิน อิเล็กทรอนิกส์คอมเมิร์ซ พลังงาน รวมถึงภาคการบริการอื่น อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนจุดแข็งต่างๆ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันของไทย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนนำมาพิจารณา

สำหรับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีนั้น สุภศักดิ์ เล่าว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยในฐานะที่ปรึกษาทางธุรกิจดีลอยท์ได้มีการให้ความคืบหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและประเทศสมาชิก เออีซีและกฎหมายที่สำคัญให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อมูลความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นและหนทางการแก้ปัญหา

นอกจากนี้ ดีลอยท์ยังมีหน่วยงาน Japanese Service Group (JSG) ที่มีผู้บริหารและทีมงานเป็นชาวญี่ปุ่น เพื่อสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะ มีการทำงานที่ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท