
ศรส.กระชับอำนาจเกมขู่ตัดกำลังกปปส.
ธนพล บางยี่ขัน
ธนพล บางยี่ขัน
เค้าลางรุนแรงเริ่มต้นก่อตัวอีกรอบ หลังรัฐบาลเริ่มปฏิบัติการ “กระชับอำนาจ” หลังจากได้งัดไม้ตายประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาเป็นใบเบิกทางตอบโต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. เจรจาขอคืนพื้นที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 28 ม.ค. เจรจาขอคืนพื้นที่ซอยอารีย์ สถานที่ตั้งกระทรวงการคลัง กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 29 ม.ค. เจรจาขอคืนพื้นที่กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ 31 ม.ค. เจรจาขอคืนพื้นที่สะพานพระราม 8 และสะพานมัฆวานรังสรรค์
ทว่า หลายฝ่ายยังมองว่า นี่เป็นเพียงแค่เกมขู่ที่ “รัฐบาล” ผ่านการดำเนินการของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ออกมาวอร์มอำนาจในมือ หลังจากที่ถูกกลุ่ม กปปส.ลูบคมเคลื่อนขบวนปิดล้อมสถานที่ประชุม ศรส.อยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายการขยับรอบนี้คงไม่กล้าเปิดเกมหนัก เกมแรงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
สอดรับกับท่าทีของ ศรส. ซึ่งส่งสัญญาณปรามกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ด้วยการออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังบริษัทเอกชนขนาดใหญ่จำนวน 30 บริษัท ที่เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนยานพาหนะ และที่พักพิงกับผู้ชุมนุม และขอให้ทั้ง 30 บริษัทหยุดการกระทำดังกล่าวเนื่องจากมีความผิดกฎหมายอาญาผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผิดกฎหมายฟอกเงิน
น่าสนใจตรงท่าทีขึงขังของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศรส. ที่ออกมาประกาศขีดเส้นตาย 72 ชั่วโมง ให้มวลมหาประชาชนที่ปิดสถานที่ราชการถอนตัวออกจากพื้นที่ ไม่เช่นนั้นจะส่งหน่วยจู่โจมที่เป็นตำรวจเข้าไปจับกุมตามความผิด พ.ร.ก. และความผิดอาญาฐานบุกรุกสถานที่ราชการ แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยาก
เมื่อวิเคราะห์แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าในสถานการณ์เช่นนี้หากจะเดินหน้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมคืนนั้น คงเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ยาก ไม่ว่าจะจากฝ่ายตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุม หรือมือที่สามที่หวังอาศัยช่วงชุลมุนสร้างความปั่นป่วน
นอกจากจะไม่สามารถสลายการชุมนุมขอคืนพื้นที่ได้แบบไม่ให้เลือดตกยางออกแล้ว ตรงกันข้ามความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมากระทบกับรัฐบาล และ ศรส.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ยิ่งท่าทีล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นำคณะแกนนำชุดใหญ่ออกมาแถลงไม่ยอมตกเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว ยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจาในทุกเวที พร้อมเดินหน้าชุมนุมต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการกลายเป็นเครื่องมือระบอบทักษิณ พร้อมยึดหลัก “สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ”
แถมยังเปิดเกมรุกกลับ ขีดเส้น 1 วัน ให้ ศรส.ยุบศูนย์เถื่อนนี้ ไม่เช่นนั้นจะยกกำลังไปปิดศูนย์ด้วยมือของประชาชน เพื่อไม่ให้สร้างความสับสนหรือใช้ศูนย์นี้เป็นสถานที่ข่มขู่ประชาชน
สถานการณ์จึงเริ่มต้นคุกรุ่น!!!
ความได้เปรียบของรัฐบาลเวลานี้อยู่ที่อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เพิ่มขึ้นมาจากปกติ ซึ่งสามารถสั่งให้ห้ามเข้าออกพื้นที่ต้องห้ามได้ หากมีการฝ่าฝืนคำสั่ง ศรส.ย่อมมีความชอบธรรมเข้าไปดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย
แต่ปัญหาอยู่ที่ ศรส.จะกล้าเอาจริงหรือไม่ เพราะบทเรียนตั้งแต่เมื่อครั้งสลายการชุมนุม 2553 ที่นำไปสู่การบาดเจ็บเสียชีวิต ยังเป็นคดีความที่ทั้งสุเทพ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังถูกไล่บี้เอาผิดจนถึงทุกวันนี้
ยิ่งกว่านั้น การใช้กำลังหลักที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุม ซึ่งนอกจากข้อจำกัดเรื่องจำนวนแล้ว ย่อมอาจเพิ่มความตึงเครียดให้สถานการณ์มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการกระทบกระทั่งจนมีการบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วยกันระหว่างทั้งสองฝั่ง ล้วนแต่บ่มเพาะความโกรธแค้นชิงชังกันอย่างชัดเจน จนมีการประกาศเตรียมแก้แค้นเอาคืนโจ่งแจ้งในโซเชียลมีเดีย
แต่ครั้นจะยืมมือกองทัพเข้ามาเคลียร์มวลชน ขอคืนพื้นที่หน่วยงานราชการต่างๆ คงเป็นไปได้ยากเมื่อกองทัพส่งสัญญาณลอยตัวไม่อยากเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับ ศรส. ดังนั้นหากเที่ยวนี้ยังให้ตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุม โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม หรือรุนแรงกว่าเดิมย่อมเป็นไปได้สูง
โดยเฉพาะกับจุดยืนของ กปปส.ที่ประกาศใช้หลักสันติ อหิงสา กำชับไม่ให้มีการพกอาวุธเข้าที่ชุมนุม หากตำรวจใช้กำลังความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมที่เป็นประชาชนมือเปล่า ย่อมไม่เป็นผลดีกับทาง ศรส. และยิ่งจะทำให้รัฐบาลยื้ออำนาจในมือต่อไปได้ยากขึ้น
แต่ไม่ใช่ กปปส.จะปล่อยให้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว เพราะอีกด้านหนึ่งยังใช้ช่องทางตามกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน เอาผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ต่อการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มิชอบ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่มีความร้ายแรงถึงขั้นต้องมีการประกาศใช้
นั่นยิ่งจะทำให้ ศรส.ต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นกับการดำเนินการใดๆ ต่อจากนี้ ที่จะนำไปสู่ความสูญเสียและรุนแรง เพราะสุดท้ายผลเสียที่เกิดขึ้นย่อมจะทำให้รัฐบาลไม่อาจยื้ออยู่ในอำนาจได้อีกต่อไป ในวันที่ปัจจัยรุมเร้ามีมากยิ่งขึ้น
เส้นทางแห่งความรุนแรงที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างประเมินกันออกว่าจะเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร และจะหาทางหลีกเลี่ยงได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่าจะมุ่งหวังผลจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ไปใช้เคลื่อนไหวหวังผลทางการเมืองต่อไป







