posttoday

แลระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น(9)

28 มกราคม 2557

นอกเหนือจากการจ่าย “เบี้ยประกัน” หรือ “ภาษีประกัน” ล่วงหน้าในอัตราที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประกันสังคมของไทยแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” (Copay) ทุกครั้งที่ไปรับบริการ

นอกเหนือจากการจ่าย “เบี้ยประกัน” หรือ “ภาษีประกัน” ล่วงหน้าในอัตราที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประกันสังคมของไทยแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” (Copay) ทุกครั้งที่ไปรับบริการ

ระบบการร่วมจ่ายนี้สร้าง “ภาระ” ให้แก่ประชาชนเป็นอันมาก เพราะเมื่อเจ็บป่วยนอกจากต้องทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยแล้ว ยังกระทบต่อการหารายได้ตามปกติ แล้วยังต้องมาแบกภาระการร่วมจ่ายอีก จึงเป็นความเดือดร้อน “สามต่อ” รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสร้างระบบที่ไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป

ระบบร่วมจ่ายของญี่ปุ่น แบ่งอัตราร่วมจ่ายตามกลุ่มอายุเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน อายุ 6 ปีลงมา ร่วมจ่ายร้อยละ 20 2.กลุ่มอายุ 769 ปี ร่วมจ่ายร้อยละ 30 3.กลุ่มอายุ 7074 ปี ร่วมจ่ายร้อยละ 20 (แต่ปัจจุบันยังให้ร่วมจ่ายเพียงร้อยละ 10 เนื่องจากนโยบายนี้ทำให้เกิดภาระมากและมีผลกระทบทางการเมืองสูง) และ 4.กลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป ร่วมจ่ายร้อยละ 10

ตัวอย่าง คนไข้ไปใช้บริการมีค่าใช้จ่ายรวม 1 ล้านเยน จะต้องจ่ายร้อยละ 30 คือ 300,000 เยน จะมีการคิดหักลดสำหรับการรักษาที่มีราคาแพงให้ 212,570 เยน เหลือส่วนที่ต้องจ่ายจำนวน 87,330 เยน [จำนวนดังกล่าวคำนวณจาก 80,000+(1,000,000267,000)x1%] อัตรานี้เป็นอัตราสำหรับผู้มีรายได้สูง ผู้มีรายได้ปานกลาง เพดานการจ่ายไม่เกินเดือนละ 44,400 เยน ผู้มีรายได้น้อยจ่ายไม่เกินเดือนละ 24,600 เยน

ในส่วนของสิทธิประโยชน์ระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่นให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนคล้ายคลึงกับประกันสังคมของไทย คือ 1.สิทธิการรักษาพยาบาล 2.สิทธิเรื่องการคลอดบุตร และ 3.สิทธิในการจัดการศพ ต่างจากประกันสังคมที่ไม่ระบุการจ่ายกรณีทุพพลภาพ

ญี่ปุ่นมีคนที่จัดว่ายากจนร้อยละ 1.71.8 เป็นจำนวนราว 2 ล้านคน บุคคลเหล่านี้สามารถรับสวัสดิการจากรัฐ ไม่ต้องจ่ายทั้งเบี้ยประกันหรือภาษีสุขภาพ และเมื่อไปรับบริการก็ไม่ต้อง “ร่วมจ่าย” ด้วย

สิทธิเรื่องการคลอดบุตร ญี่ปุ่นจ่ายเป็นเงินก้อนให้แก่ผู้คลอดบุตรคล้ายประกันสังคมของไทยเป็นเงินรายละ 420,000 เยน คิดเป็นเงินไทยราว 135,000 บาท โดยกองทุนจะจ่ายตรงให้แก่สถานพยาบาลที่ทำคลอด หากมีเงินเหลือก็จะจ่ายตรงให้แก่ผู้คลอด ทั้งนี้ ผู้คลอดอาจขอรับเงินตรงจากรัฐแล้วนำไปจ่ายให้สถานพยาบาลเองก็ได้ สิทธิดังกล่าวนี้จ่ายให้ในกรณีคลอดแล้วบุตรเสียชีวิต หรือกรณีแท้งบุตรหลังตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ หรือ 85 วันขึ้นไปด้วย

ค่าทำศพจะจ่ายให้แก่ผู้ทำหน้าที่ในการทำพิธีศพเป็นเงิน 50,000 เยน หรือราว 16,000 บาท โดยเบิกเงินจากทางเทศบาลพร้อมหลักฐาน เทศบาลจะเบิกจ่ายให้ในเดือนถัดไป

สำหรับเรื่องการรักษาพยาบาลญี่ปุ่นยึดหลักการให้บริการที่ “คุณภาพสูง ปลอดภัย และไร้ข้อกังวลใดๆ” (Safe, Quality Care that is Free of any Concerns) ดังนั้น นอกจากระบบการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งญี่ปุ่นโดดเด่นเหนือชาติใดๆ แล้ว ญี่ปุ่นยังเปิดให้ประชาชนเลือกไปใช้บริการได้โดยเสรี ขณะเดียวกันก็เลือกระบบที่จูงใจให้สถานพยาบาลและบุคลากรให้บริการแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ควรนั่นคือ เลือกระบบการจ่ายเงินแก่สถานพยาบาลตามการให้บริการ (FeeForService) เหมือนระบบในสหรัฐอเมริกา และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและพนักงานของรัฐในประเทศไทย

ระบบดังกล่าวเปิดกว้างให้มีการตรวจรักษาอย่างกว้างขวางจนอาจทำให้เกิดการส่งตรวจหรือการให้การรักษาที่เกินความจำเป็น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสำคัญได้หลายประการ ได้แก่ 1.อาจก่ออันตรายให้แก่คนไข้จากการได้รับการตรวจที่เกินจำเป็นและมีความเสี่ยง รวมทั้งการได้รับยาที่อาจเกินจำเป็นและอันตรายแก่คนไข้ 2.เพิ่มความไม่สะดวกสบายหรืออาจถึงขั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่คนไข้โดยไม่สมควร โดยเฉพาะในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตอาจเป็นการยื้อชีวิต หรือยืดความตาย มากกว่ายืดชีวิต 3.เพิ่มภาระให้แก่บุคลากร ทำให้เสียโอกาสในการใช้เวลากับผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่มากกว่า 4.เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจมีมูลค่ามากมายมหาศาล

ระบบการจ่ายเงินตามการให้บริการ มีข้อดีที่สามารถจูงใจให้มีการให้บริการแก่ผู้ป่วยได้อย่างกว้างขวาง ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องสร้างระบบเพื่อให้เกิดการจูงใจอย่างถูกต้อง และป้องกันการฉ้อฉลให้อยู่ในวงจำกัด ญี่ปุ่นทำได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เชลซี พบ พอร์ท เวล ฟุตบอลเอฟเอคัพ วันนี้ 4 เม.ย.69