
ปินส์ยกไทยโมเดลส่งออกสินค้าเกษตร
เว็บไซต์ข่าว อินไควเรอร์ ดอทเน็ต ของฟิลิปปินส์ ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของประเทศที่ส่งออกสินค้าการเกษตรได้หลากหลายที่สุด โดย โรแลนโด ที ดีวาย ผู้เขียนได้สรุปจากบทความที่เคยเขียนไว้เกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า ประสบการณ์ภาคการเกษตรของไทยน่าจะมอบบทเรียนล้ำค่าให้กับฟิลิปปินส์ได้
เว็บไซต์ข่าว อินไควเรอร์ ดอทเน็ต ของฟิลิปปินส์ ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของประเทศที่ส่งออกสินค้าการเกษตรได้หลากหลายที่สุด โดย โรแลนโด ที ดีวาย ผู้เขียนได้สรุปจากบทความที่เคยเขียนไว้เกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า ประสบการณ์ภาคการเกษตรของไทยน่าจะมอบบทเรียนล้ำค่าให้กับฟิลิปปินส์ได้
ย้อนไปเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 1983 ประเทศไทยส่งออกสินค้าการเกษตรทั้งสิ้น 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเป็น 4 เท่าเมื่อเทียบกับการส่งออกของฟิลิปปินส์ที่มีมูลค่าเพียง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้ทะยานขึ้นสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรอันดับ 6 ของโลก จากรายงานขององค์การการค้าโลก ตามมาติดๆ ด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านความหลากหลายของสินค้าที่ส่งออกก็พบว่า ประเทศไทยยังนำห่างจากอินโดนีเซียและมาเลเซียที่มุ่งเน้นไปที่น้ำมันปาล์มและยางพารา
ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติชี้ว่า การส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรของไทยแตะ 4.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2012 หรือเพิ่มขึ้น 6.2 เท่าจากต้นยุค 80 ในขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเพียง 3.1 เท่าตัว
ซึ่งการเติบโตจากการส่งออกของประเทศไทยนี้ยังก่อให้เกิดการขยายตลาดสำหรับเกษตรกร การสร้างงาน และเพิ่มรายได้ส่วนบุคคล ช่วยลดปัญหาความยากจนในชาติ สอดคล้องกับการรายงานของธนาคารโลกในปี 2009 ที่ชี้ว่า ความยากจนในไทยลดลงมากเหลือเพียง 0.4% จากประชากรทั้งหมดเท่านั้น
การเติบโตถึง 11 เท่าของธุรกิจการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรของไทยตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น โรแลนโด ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า เกิดจากสินค้าที่หลากหลาย โดยมีสินค้ากว่า 13 รายการที่สร้างรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ แถมไทยยังมีสินค้าอีก 12 รายการที่มีมูลค่าส่งออกเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีความหลากหลายในสินค้าเท่าไทย
นอกจากข้อสังเกตข้างต้นแล้ว โรแลนโด ยังสรุปกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาการส่งออกของไทย เพื่อเป็นแนวทางให้ฟิลิปปินส์นำไปแก้ไขจุดอ่อนของตน 5 ประการ ได้แก่
1) การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการวางนโยบายเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการตลาด
2) เพิ่มกลยุทธ์การลงทุนออกไปสู่ประเทศอื่นๆ
3) สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเครือข่ายเกษตรบนพื้นฐานอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อสร้างงานเพิ่ม
4) คงนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องในโครงการต่างๆ และระบบราชการ
5) เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเพื่อให้มีความสำคัญในการวางและขับเคลื่อนโรดแมปในอุตสาหกรรมนี้
ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความนี้ยังสรุปทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนของภาคเอกชนร่วมกับการสร้างบรรยากาศการลงทุนและการสนับสนุนของรัฐบาล เป็นเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จ







