posttoday
น่าห่วงกว่า

น่าห่วงกว่า

28 มกราคม 2557

เป็นเรื่องที่น่ายินดีของโลกเมื่อ บิล เกตส์ หนึ่ง ในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “บิล และ เมลินดา เกตส์” ได้ออกมาประกาศว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2578 จะไม่เหลือประเทศที่ยากจนอีกต่อไป โดยได้ให้ความหมายของชาติยากจนว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำมาก จนประชาชนไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย เชื่อว่าในปี พ.ศ. 2578 ร้อยละ 70 ของประเทศทั้งหมดจะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่ารายได้ชาวจีนในปัจจุบัน และร้อยละ 90 ของประเทศทั้งหมดจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 2 เท่าของอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความ เป็นไปได้สูง เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้เข้ามาสู่ทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วและเริ่มถ่ายเทไปยังประเทศ ในแอฟริกา โดยเริ่มมีหลายประเทศ รวมถึงไทยที่ได้ เริ่มเข้าไปลงทุนในหลายประเทศในแอฟริกา และบางประเทศเริ่มมีการสร้างรถไฟความเร็วสูงกันแล้ว แต่ทั้งนี้ บิล เกตส์ กล่าวว่า กระบวนการขจัดความยากจนใน บางประเทศอาจล่าช้า เนื่องจากปัญหาการเมืองและสงคราม ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาประเทศล่าช้ากว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาทางการเมืองของไทยจะสามารถจะหาข้อยุติโดยเร็ว โดย ไม

เป็นเรื่องที่น่ายินดีของโลกเมื่อ บิล เกตส์ หนึ่ง ในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “บิล และ เมลินดา เกตส์” ได้ออกมาประกาศว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2578 จะไม่เหลือประเทศที่ยากจนอีกต่อไป โดยได้ให้ความหมายของชาติยากจนว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำมาก จนประชาชนไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย เชื่อว่าในปี พ.ศ. 2578 ร้อยละ 70 ของประเทศทั้งหมดจะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่ารายได้ชาวจีนในปัจจุบัน และร้อยละ 90 ของประเทศทั้งหมดจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 2 เท่าของอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความ เป็นไปได้สูง เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้เข้ามาสู่ทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วและเริ่มถ่ายเทไปยังประเทศ ในแอฟริกา โดยเริ่มมีหลายประเทศ รวมถึงไทยที่ได้ เริ่มเข้าไปลงทุนในหลายประเทศในแอฟริกา และบางประเทศเริ่มมีการสร้างรถไฟความเร็วสูงกันแล้ว แต่ทั้งนี้ บิล เกตส์ กล่าวว่า กระบวนการขจัดความยากจนใน บางประเทศอาจล่าช้า เนื่องจากปัญหาการเมืองและสงคราม ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาประเทศล่าช้ากว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาทางการเมืองของไทยจะสามารถจะหาข้อยุติโดยเร็ว โดย ไม่ถ่วงการพัฒนาของประเทศมากนัก

สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ขั้นตอนในการขจัดความยากจนจะไม่ใช่เฉพาะเพิ่มรายได้ของประเทศเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงการกระจายรายได้ของประชากรในประเทศด้วย ดังนั้น โครงการเพิ่มรายได้ที่บางครั้งถูกเรียกว่าเป็นโครงการประชานิยม จึงมีความจำเป็นในการที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงว่าค่าใช้จ่ายในโครงการดังกล่าวจะสร้างภาระหนี้สาธารณะให้ประเทศในระดับไหน หากยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนักก็เป็นสิ่งที่ รับได้ อย่างในประเทศไทย ที่โครงการประชานิยมที่มักจะถูกโจมตีและให้ข้อมูลผิดๆ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ดำเนินโครงการมา หนี้สาธารณะไม่เคยสูงกว่า 45% ของรายได้ประชาชาติเลย เมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรปที่มีปัญหาหนี้สาธารณะ จะมีหนี้เกินกว่า 100% ของรายได้ประชาชาติทั้งนั้น ดังนั้น โครงการประชานิยมที่ผ่านมาต้องถือว่าได้ผลที่ดี และหวังว่าในอนาคต ผู้มีรายได้น้อยจะสามารถพัฒนาขึ้นเป็นผู้มีรายได้ปานกลางเพื่อจ่ายภาษีได้

นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนจากต่างชาติ และนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่ยอดการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปี 2556 สามารถทะลุ ล้านล้านบาทได้ หลังจากปี 2555 ที่มียอดกว่า 1.46 ล้านล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ที่น่าห่วงคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมาประกาศว่าหากยังมีความวุ่นวายทางการเมือง โตโยต้าอาจจะพิจารณาย้ายการลงทุน 610 ล้านเหรียญสหรัฐ ออกจากประเทศไทย ซึ่งจะเป็นสัญญาณที่อันตรายว่าได้ความคิดที่จะย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งที่น่าห่วงและนักลงทุนต่างชาติหนักใจ คือความไม่แน่นอนของระบบยุติธรรมของไทย จากการที่ผู้ชุมนุมทำอะไรตามใจชอบ โดยไม่มีการดำเนินการตามกฎหมาย ตั้งแต่การปิดสถานที่ราชการ จนมาถึงการประกาศจับตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี อีกทั้งการมีระเบิดเกิดขึ้นหลายหน จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความหวั่นไหวให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ก็ต้องทำ และถึงแม้จะประกาศแล้วก็ยังมีการไปปิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทำลายป้าย ซึ่งสร้างความสะเทือนใจอย่างมากแก่ตำรวจทุกคน นอกจากนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ตลก.) ยังมีพฤติกรรมและให้คำตัดสินที่ขัดกับหลักสากล เช่น คำตัดสินให้ที่มาของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดที่สากลยอมรับว่าเป็นสิ่งผิด และการที่ ตลก.ให้ความเห็นส่วนตัวว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีรถไฟความเร็วสูง เพราะยังมีถนนลูกรังที่ยังไม่ลาดยางอยู่ ทั้งๆ ที่ประเทศลาวและบางประเทศในแอฟริกาได้ตัดสินใจและเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว หรือแม้กระทั่งล่าสุดที่คำตัดสินของ ตลก.อนุญาตให้เลื่อนวันเลือกตั้งได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีกฎหมายข้อไหนอนุญาตให้ทำได้ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ ทำให้น่าห่วงในความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมของไทย

อีกเรื่องหนึ่งที่มักจะให้ความเข้าใจผิดอยู่เสมอ คือเรื่องพลังงาน โดยผู้เขียนอยากจะให้ข้อมูลว่า การ ที่บริษัทใดจะได้รับสัมปทานขุดเจาะก๊าซ จะต้องมีมาตรฐานการชำระค่าภาคหลวงที่รวมถึงสัดส่วนของกำไรให้กับรัฐเสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น การที่บริษัทใน ดูไบจะมาซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์บริษัทที่ได้รับสัมปทานการขุดเจาะพลังงานในไทยก็จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในการจ่ายค่าภาคหลวงทั้งหมดตามสัดส่วน ไม่สามารถจะแก้ไขได้ โดยรัฐได้รับรายได้จากค่าภาคหลวงน้ำมันและก๊าซปีละกว่าแสนล้านบาท แต่ที่น่าห่วงกว่าคือปีที่แล้วเป็นปีแรกที่การขุดเจาะก๊าซได้ลดลง 10% ซึ่งแปลว่าก๊าซที่ขุดได้ในประเทศไทยจะมีปริมาณลดลงและหมดลงเร็วกว่ากำหนด หรือประมาณอีก 7 ปี โดยในอนาคตไทยจะต้องนำเข้าก๊าซที่มีราคาสูงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก

ซึ่งน่าจะเร่งหาวิธีแก้ไขในเรื่องนี้มากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท