
ดิ้นหาเงินกู้จำนำข้าวยิ่งพริ้วยิ่งเสี่ยงผิด
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
คำประกาศของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สั่งเดินหน้าหาเงินกู้มาจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มอีก 1.3 แสนล้านบาท กำลังมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือของรัฐบาลรักษาการว่า สามารถดำเนินการกู้เงินดังกล่าวได้ เพราะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องก่อนมีการประกาศยุบสภา
การดำเนินการกู้เงินมาใช้จำนำข้าวต่อไป จึงกลายเป็นภาระหน้าที่ของบรรดาข้าราชการและผู้บริหารกระทรวงการคลัง ในฐานะทำหน้าที่กู้เงินและค้ำประกันเงินกู้ รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเงินกู้และเป็นผู้ดูแลเงินก้อนนี้
แม้กฤษฎีกาในฐานะมือกฎหมายของรัฐบาลจะให้คำแนะนำว่าทำได้ แต่ในทางพฤติกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเร่งตอบข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทำหนังสือหารือไปได้ไม่ กี่วัน ได้สร้างความหวั่นใจกับข้าราชการ ผู้ดำเนินการเงินกู้ว่า กฤษฎีกามีการดูข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน และถูกต้องหรือไม่
ที่สำคัญตามขั้นตอนปกติแล้ว การพิจารณาข้อหารือทางด้านการเงินการคลังจะต้องเสนอผ่านการพิจารณาคณะกรรมการกฤษฎีกา ชุดด้านกฎหมายการคลัง ที่มี พนัส สิมะเสถียร อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เป็นผู้พิจารณา ซึ่งผลการพิจารณาย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่า การพิจารณาให้ความเห็นของสำนักงานกฤษฎีกาที่ไม่ได้ผ่านคณะที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายเฉพาะด้าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องพากันหวาดหวั่น เพราะอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย เพราะกลัวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความเอนเอียงเอาใจฝ่ายการเมือง จนมองข้ามหลักการข้อกฎหมาย ที่สำคัญไป
เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าโครงการรับจำนำ ตอนนี้เหมือนมีดที่กำลังจ่อคอหอยรัฐบาล เนื่องจากค้างจ่ายเงินจำนำข้าวชาวนามา 34 เดือนแล้ว เพราะระบายข้าวไม่ได้ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนมารับจำนำข้าวรอบใหม่
และนี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ “รัฐบาลชักดาบ” ไม่จ่ายเงินกับคู่สัญญาที่เป็นชาวนา
ทางรอดของรัฐบาลจึงเหลือแค่การหาทาง กู้เงินมาจ่ายชาวนาให้ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ความไม่เชื่อใจคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนหนึ่งมาจากการให้ความเห็นกับรัฐบาลไปก่อนหน้าว่า การกำหนดเลือกตั้งใหม่ไม่สามารถทำได้ แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐบาลสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ ทำให้ความน่าเชื่อถือในการให้ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสิ้น มนต์ขลังไปทันที
ข้าราชการ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง พากันวิตกว่า การให้ความเห็นว่าการกู้เงินรับจำนำข้าวได้อาจสวนทางจากข้อวินิจฉัยของศาล เหมือนการให้ความเห็นการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์กันในกระทรวงการคลังว่า การที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ส่งเรื่องการกู้เงินมาใช้รับจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท ให้คณะกรรมการด้านกฎหมายการเงินการคลังตีความเพราะ ต้องเร่งรีบ หากส่งเรื่องให้คณะกรรมการด้านกฎหมายการเงิน การคลัง ตีความ อาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะการพิจารณาของคณะกรรมการจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปซักถาม รายละเอียดต่างๆ ทำให้การกู้เงินล่าช้า
ในขณะที่รัฐบาลมีแรงกดดันจากชาวนา ที่ก่อตัวประท้วงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ที่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีรักษาการต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจ กกต.พิจารณาต่อว่าทำได้หรือไม่
หากรัฐบาลจะดำเนินการ ก็จะต้องรับผิดรับชอบเอง หากมีใครฟ้องร้อง
การทิ้งปมของ กกต. ทำให้ถูกตีความว่า รัฐบาลไม่น่าจะกู้เงินจำนำข้าวเพิ่มได้
นี่คือสิ่งที่ข้าราชการและผู้บริหารกระทรวงการคลังต่างอัดอั้น และพยายามเลี่ยงที่จะ เกี่ยวข้องกับการกู้เงินก้อนโตอยู่ในขณะนี้
แม้จะเลี่ยงอย่างไรก็แล้วแต่ ภาระหนัก ตอนนี้มาตกหนักอยู่กับกระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส. ที่จะต้องดำเนินการกู้ต่อไป
ในส่วนของ ธ.ก.ส. ที่จะเป็นผู้กู้ก็เริ่มมีการออกตัวว่า การกู้จำนำข้าวรอบใหม่แม้ว่าจะผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าสามารถทำได้ แต่การดำเนินการต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพราะมติ ครม.เรื่องการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม. เห็นชอบก่อนหน้านี้ ระบุเพียงแค่ว่า คลังจะค้ำประกันเงินกู้ให้กับ ธ.ก.ส. 1.3 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้มีการระบุว่าจะนำไปดำเนินการอะไร
นอกจากนี้ การเสนอปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะเป็นการเสนอของกระทรวงการคลัง เป็นการเสนอในภาพรวมของการบริหารหนี้ ซึ่งเป็นคนละส่วนของการดำเนินการของ ธ.ก.ส.
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเห็นว่าเมื่อผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว ยังต้องให้คณะกรรมการของธนาคารเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งด้วย เพื่อช่วยกลั่นกรองไม่ให้เกิดความผิดพลาด
การตีกันของ ธ.ก.ส. ส่วนหนึ่งมาจากที่ฝ่ายการเมืองมีความพยายามที่จะรวบรัดให้มีการกู้เงินเป็นการด่วน โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.อีกให้เสียเวลาและยุ่งยาก ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องตั้งการ์ดสูงเพื่อป้องกันความผิดที่อาจจะตามมาภายหลังได้
ขณะที่กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ค้ำประกันก็เริ่มเกี่ยงกันว่า ผู้บริหารคนไหนจะเป็นตัวแทนลงนามค้ำประกันเงินกู้ให้กับ ธ.ก.ส. ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการกู้เงินจำนำข้าวรอบใหม่ยังไม่สามารถผ่าทางตันได้
ความพยายามแหวกทางของรัฐบาลรักษาการ ให้การกู้เงินมาใช้จำนำข้าวเดินหน้าต่อไปได้ในขณะนี้ ถูกมองว่าเป็นการเดินหลงทางและจะนำพาคนที่เกี่ยวข้องไปสู่หายนะจากการทำผิดกฎหมายได้
ถึงขนาดมีอดีตบิ๊กกระทรวงการคลังส่ง คำเตือนไปถึงเพื่อนข้าราชการที่จะเสี่ยงตาย เซ็นค้ำประกันคิดให้รอบคอบ และควรเร่งรัดเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้ง
ขณะที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ที่เชี่ยวชาญด้านการเงิน ยังได้เตือนว่า การตีความทางกฎหมายควรตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตีความแบบศรีธนญชัย พยายามโน้มน้าวว่าการรับจำนำข้าวเป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นโครงการใหม่ ซึ่งเป็นความตั้งใจพาให้หลงประเด็น
ที่สำคัญที่ผ่านมามีมติ ครม. ว่าการรับจำนำข้าวต้องทำภายใต้วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เป็นเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. 4.1 แสนล้านบาท และเงินสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. อีก 9 หมื่นล้านบาท และวันนี้มีการค้ำประกันเพิ่มให้ ธ.ก.ส. 1.3 แสนล้านบาท เป็นการอนุมัติใหม่หรือไม่ และผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 181 หรือไม่
ไม่ใช่กระทรวงการคลังและ ธ.ก.ส. เท่านั้นที่หวาดผวากู้เงินมาจำนำข้าว แม้แต่คนให้กู้ก็ยังผวา ทั้งผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ก็แหยงและไม่อยากยุ่ง
เพราะปัญหาโครงการจำนำข้าวที่มีแต่ข้าวแง่ลบ ใช้เงินจำนวนมาก มีการทุจริตจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวโทษนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปหลายคน รวมถึงมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเอาผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่รู้เห็นการดำเนินการที่ผิดมาโดยตลอด
นอกจากนี้ โครงการรับจำนำยังมีผลขาดทุนเสียหายอีกปีละ 2 แสนล้านบาท ซึ่งสุดท้ายต้องตกเป็นภาระภาษีของคนทั้งประเทศ ทั้งหมดจึงเป็นความท้าทายทางธรรมาภิบาลของธนาคารที่จะขนเงินฝากจากประชาชนไปปล่อยกู้
นี่คือทางตันของความพยายามกู้เงินมาจำนำข้าวที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และสุ่มเสี่ยงที่จะพากันผิดกันยกทั้งลำเรือ







