
เลือกตั้งสู่วิกฤต
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง เพราะอีกไม่กี่วันจะถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มว่าความสูญเสียจะทวีมากขึ้นอย่างเป็นลำดับ โดยมีให้เห็นเบื้องต้นแล้วจากการจัดลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค.
ทั้งนี้ มีหลายพื้นที่ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งได้ตามกำหนด เนื่องจากถูกต่อต้านจากกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งล่าสุด “สุทิน ธราทิน” ผู้ประสานงานกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ถูกกระสุนจากกลุ่มไม่ทราบฝ่ายเสียชีวิตระหว่างรณรงค์คัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้าบริเวณวัดศรีเอี่ยม เขตบางนา
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาว่าการเมืองข้างหน้าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความรุนแรงไปได้ ตราบใดที่ฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลยังไม่สามารถหาข้อยุติได้อย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้ง
แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พยายามประสานงานไปยังรัฐบาลเพื่อให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งด้วยกันมาร่วมหารือว่าจะสามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้หรือไม่ แต่ดูธงของรัฐบาลในเวลานี้แล้วคงยากที่จะยอมเลื่อนเลือกตั้งออกไปตามช่องทางที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กรุยทางเอาไว้ให้
เมื่อรัฐบาลมีจุดยืนค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่ยอมเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทำให้ กกต.ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งและการต่อต้านในเวลานี้ทำให้หลีกหนีปัญหาที่ตามมาไปไม่ได้
แน่นอนปัญหาหลักที่ต้องเผชิญ คือ ความรุนแรงและการต่อต้าน เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่ม กปปส.จะระดมและทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ตามความต้องการของรัฐบาล
นอกเหนือไปจากความรุนแรงแล้วในเชิงกฎหมายก็จะมีปัญหาตามมาอีกเช่นกันอย่างน้อย 4 เรื่อง
ปัญหาที่ 1 การเลือกตั้งส่อโมฆะ
ประเด็นนี้เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น หลังจาก กกต.ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค.เพื่อเตือนไปยังรัฐบาลว่าการเลือกตั้งภายใต้การประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จะมีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากเป็นการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นที่ กกต.ให้น้ำหนักมากที่สุด คือ การเห็นว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเวลานี้จะเข้าข่ายเป็นการกระทำใช้ทรัพยากรของรัฐอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181(4)
เท่ากับว่าหากรัฐบาลยังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งต่อไปโดยไม่ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย่อมเป็นเงื่อนไขที่สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2549
ปัญหาที่ 2 การนับคะแนนและ
ประกาศผลการเลือกตั้ง
เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งปัญหาสำคัญจะอยู่ที่กระบวนการเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อที่จะนับคะแนนไม่ได้หากมีเขตเลือกตั้งแห่งหนึ่งแห่งใดไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งได้
“ประพันธ์ นัยโกวิท” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ให้ความเห็นว่า “การประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้ผลคะแนนจากเขตเลือกตั้งทุกเขตก่อน เพื่อนำคะแนนดังกล่าวมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อไปคำนวณว่าแต่ละพรรคได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อมานั้นจะทำให้มี สส.ในระบบนี้ได้กี่คน ดังนั้นถ้า กกต.ไม่ได้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อครบทั้งประเทศจะไม่สามารถประกาศจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้”
ปัญหาที่ 3 การได้ สส.ไม่ครบ
ตามรัฐธรรมนูญกำหนด
รัฐธรรมนูญ มาตรา 93 บัญญัติให้สภาประกอบด้วย สส.อย่างน้อย 475 คนขึ้นไป จากทั้งหมด 500 คน ถ้าน้อยกว่าจะทำให้สภาไม่อาจเป็นสภาได้
ภาวะสุญญากาศนี้จะเกิดขึ้นจากการไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาการจัดลงคะแนนเลือกตั้งไม่ได้ และยังจะรวมไปถึงการเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครถึง 28 เขตเลือกตั้งใน 8 จังหวัดของพื้นที่ภาคใต้
รอยแหว่งของจำนวน สส.จะส่งผลกระทบต่อการสถาปนาอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อเปิดประชุมรัฐสภานัดแรกภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง โดยการประชุมรัฐสภาครั้งแรกนี้นับเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ปัญหาที่ 4 จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
หัวใจสำคัญของการตั้งรัฐบาล คือ การตั้งสภาในเมื่อไม่สามารถตั้งสภาและเลือกประธานสภาได้แล้วก็ย่อมส่งผลต่อการตั้งรัฐบาลเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องกระทำในที่ประชุมสภาภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการประชุมรัฐสภาครั้งแรก และประธานสภาจะเป็นผู้ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
การไม่มีประธานสภาย่อมมีผลให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการได้ กลายเป็นภาวะที่ประเทศต้องเสี่ยงต่อการเกิดสุญญากาศแบบยืดเยื้อโดยไม่รู้ว่าจะหาข้อยุติได้เมื่อไหร่
เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดต่อการให้ประเทศไม่ประสบปัญหาทั้งหมด จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาล กกต. และ กปปส.เท่านั้นว่าจะมีวิธีการร่วมกันเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างไรต่อไป







