
เอกชนอิงศาลรัฐธรรมนูญหนุนเลื่อนเลือกตั้ง
เอกชนส่วนใหญ่ออกมาขานรับให้มีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป
เอกชนส่วนใหญ่ออกมาขานรับให้มีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปหลังจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าสามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้ แต่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องมีความเห็นร่วมกัน
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลคงไม่มีเหตุผลอะไรจะมาอ้างไม่ให้มีการเลื่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากมติของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเอกฉันท์ให้ กกต. และรัฐบาลสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ก็ควรจะทำ เพราะขณะนี้การเตรียมการเลือกตั้งมีอุปสรรคมาก และการเลื่อนไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ กกต.เคยบอกว่าเวลาที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.
วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อยากให้ทั้ง กกต.และรัฐบาลหันหน้าคุยกันเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพราะหากยังเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. อยู่ ก็ห่วงว่าจะมีปัญหาและอาจเกิดความรุนแรง การเลื่อนวันเลือกตั้งจะช่วยให้แต่ละฝ่ายมีเวลามาคุยเรื่องการปฏิรูปประเทศ การตั้งองค์กรและกรอบการปฏิรูปประเทศ
“หากมีการหารือแล้วเลื่อนเลือกตั้งออกไปแล้วจะทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่คลี่คลายลง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจตามมาเป็นลำดับ” วัลลภ กล่าว
เช่นเดียวกับ บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ระบุว่า ทางออกการเมืองในขณะนี้รัฐบาลควรที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป การถอยหลังไปหนึ่งก้าวจะช่วยลดความตึงเครียดและความรุนแรงของ กปปส.ลงได้ในระดับหนึ่ง
อิสระ บุญยัง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลเข้าใจว่าเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้ เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลชี้ให้เห็นว่ามีช่องทางที่ทำได้ รัฐบาลเองก็ควรพิจารณา เพราะหากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายได้ จึงเห็นด้วยกับ กกต. และ 7 องค์กรภาคธุรกิจที่เสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้ง
อนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลง เป็นเพียงการยืดเวลาออกไป หากทำเช่นนั้นผู้ประกอบการต้องใช้แผน 2 ในการทำตลาด หันไปขยายตลาดในต่างจังหวัดแทน
วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปคงทำให้สถานการณ์ความวุ่นวายยืดเยื้อออกไปอีก ภาคธุรกิจคงจะทำอะไรไม่ได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมโฆษณา เนื่องจากลูกค้ายังรอดูสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะจบลงอย่างไร จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคยังชะลอกำลังซื้อ โดยเฉพาะด้านบันเทิง







