
สื่อต้องปฏิรูป
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป หรืออีกประมาณ 2 เดือนเศษ คนไทยก็จะได้รับชมทีวีระบบใหม่
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป หรืออีกประมาณ 2 เดือนเศษ คนไทยก็จะได้รับชมทีวีระบบใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกไปสู่ทีวีระบบดิจิตอล ที่มีการเปิดประมูลให้ใบอนุญาตแก่เอกชนครบ 24 ช่องไปเรียบร้อยแล้ว
แม้การแพร่สัญญาณในวันที่ 1 เม.ย. จะยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ จะเริ่มในพื้นที่กรุงเทพฯ และขยายเป็น 11 จังหวัดภายในเดือน มิ.ย.นี้ก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนวงการสื่อของไทย โดยเฉพาะสื่อทีวี ที่จะมีช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เพราะมีช่องข่าวถึง 7 ช่อง ขณะที่ช่องทั่วไปถูกกำหนดให้แต่ละช่องต้องมีเนื้อหาข่าว 25% ของเนื้อหาทั้งหมด
ในด้านหนึ่ง ช่องทางการเข้าถึงข่าวทีวีของผู้บริโภคจะมีมากขึ้นอย่างมหาศาล จากอดีตที่มีเพียง 6 ช่อง ยังไม่นับข่าวในช่องทีวีดาวเทียมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขันที่สูงขึ้นและการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นก็อาจจะทำให้ข่าวสารที่เผยแพร่ออกมาไม่ได้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ในบางสถานการณ์สื่อทีวียังเป็นช่องทางในการขยายความขัดแย้งให้บานปลายและรุนแรงมากขึ้น หากรัฐยังเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสื่อเหมือนที่ผ่านมา ตัวอย่างกรณีช่อง 11 ที่มักถูกรัฐบาลใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว โดยล่าสุดมีการใช้ทีวีช่อง 11 ยั่วยุสร้างความเกลียดชังระหว่างผู้นับถือศาสนาด้วยกัน รวมทั้งปล่อยให้มีการจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันออกสู่สายตาสาธารณชน โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายอีกด้วย
เช่นเดียวกับทีวีดาวเทียม ที่มีกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง เข้าไปจับจองใช้เป็นช่องทางสื่อสารเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม และให้ข้อมูลเฉพาะฝ่ายตนเพียงฝ่ายเดียว บางครั้งมีเนื้อหาที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมของความเป็นสื่อ เพราะมุ่งที่จะต่อสู้ ต่อต้านฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
การที่มีช่องทีวีดิจิตอลมากขึ้นเป็น 24 ช่อง ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีการกระจายความเป็นเจ้าของจากเดิมที่สื่อถูกผูกขาดโดยหน่วยงานของรัฐและข้อกำหนดของ กสท. ที่ไม่ให้นักการเมืองเป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิตอล น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อได้ดี
แต่ทั้งนี้ สื่อก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข่าวด้วยความตรงไปตรงมา ตรงกับข้อเท็จจริง ข่าวที่นำเสนอต้องเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชน มากกว่าการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น และต้องทำหน้าที่ตอบสนองสิทธิการรับรู้ของประชาชนโดยไม่เลือกข้าง
ที่สำคัญ การปฏิรูปสื่อครั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลกันเองของสื่อ ที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เพราะในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่สูงยิ่งในขณะนี้ หากสื่อไม่ใช้จังหวะนี้ปฏิรูปตัวเองให้ประชาชนเห็นผลเป็นประจักษ์ ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่จะถูกกดดันด้วยอำนาจอื่นในการเข้ามาควบคุมกำกับแทน







