
ถอดรหัสศาลชี้ชะตาเลือกตั้ง
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ถนนการเมืองทุกสายในวันนี้พุ่งตรงมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หลังจากจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มาจากความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจาก กกต.เห็นว่านับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดความวุ่นวายเป็นระยะๆ จนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้ราบรื่นต่อไปได้ จึงเสนอให้ ครม.ในฐานะผู้มีอำนาจเสนอพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งดำเนินการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป
ทว่า ครม.กลับแย้งว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่สามารถเลื่อนวันเลือกตั้ง เพราะ กกต.เป็นองค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลไม่อาจตอบสนองความต้องการของ กกต.ได้
กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายซึ่งมีสถานะเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งต่างโยนภาระกันไปมาจนยากที่จะหาข้อสรุปได้ ส่งผลให้ต้องมาขอแรงจากศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
สำหรับสาระสำคัญในคำร้องที่ กกต.ได้ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็น คือ 1.กรณีมีเหตุจำเป็นสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ และ 2.หน่วยงานใดระหว่าง กกต.กับ ครม.กันแน่ที่มีอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อเลื่อนวันเลือกตั้ง
ทั้งนี้ การเลือกตั้งของประเทศไทยหลายครั้งที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศมาก่อน เพียงแต่จะมีบ้างในเฉพาะบางเขตเลือกตั้งที่ประสบปัญหาภัยพิบัติจนส่งผลต่อการเดินทางมาใช้สิทธิของประชาชน จึงเป็นเหตุผลจำเป็นที่ กกต.ต้องกำหนดวันลงคะแนน เหมือนกับที่ กกต.เคยเลื่อนการเลือกตั้งในบางพื้นที่ของ จ.น่าน เมื่อปี 2554 เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย
ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญต่อระบบการเมืองการปกครองของไทยในอนาคต ในฐานะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับทุกองค์กร
ส่วนขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้นั้นจะดำเนินการไปทีละประเด็นตามที่ กกต.ถาม
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อแรกว่าไม่สามารถเลื่อนวันเลือกตั้ง จะเป็นผลให้การเลือกตั้งต้องเดินหน้าไปตามกฎหมายทั้งการเลือกตั้งวันที่ 26 ม.ค. และวันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 2 ก.พ.
คำวินิจฉัยในแนวทางนี้ เท่ากับเป็นการวางบรรทัดฐานว่าเมื่อพระราชกฤษฎีกาได้กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว และเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่าง 4560 วันนับตั้งแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่อาจเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้
ในทางกลับกันถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าวันเลือกตั้งสามารถถูกเลื่อนไปได้เพราะมีเหตุจำเป็น ทำให้ต้องมาวินิจฉัยต่อว่าแล้วใครจะเป็นผู้มีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งในมุมนี้มองได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางใดใน 3 แนวทางดังนี้
แนวทางที่ 1 ให้รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้ง
เป็นการแสดงให้เห็นว่าในเมื่อ ครม.โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจยุบสภา และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลย่อมมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งโดยผ่านการตราพระราชกฤษฎีกาเช่นกัน
แนวทางที่ 2 ให้ กกต.เป็นผู้มีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้ง
คำวินิจฉัยในรูปนี้เป็นการสะท้อนว่าศาลรัฐธรรมนูญเล็งเห็นว่าเมื่อ กกต. คือผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคณะกรรมการ กกต. พ.ศ. 2550 ผนวกกับมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 บัญญัติให้การเลื่อนเลือกตั้งในบางพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติหรือเหตุจลาจลเป็นของ กกต.แล้วย่อมทำให้การเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต.ไปด้วย
แน่นอนว่าการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป เนื่องจาก กกต.ได้แสดงท่าทีมาตลอดว่าไม่ต้องการจัดการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศแห่งความขัดแย้ง
แนวทางที่ 3 ให้ กกต.และรัฐบาลพิจารณาร่วมกัน
หมายความว่า กกต.และ ครม.มีอำนาจจัดการเลือกตั้งคนละครึ่งในฐานะที่นายกรัฐมนตรีและประธาน กกต.ต่างเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ภายใต้บทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและบุคลากร
โดยคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ถือว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะในคำวินิจฉัยเพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ของศาลรัฐธรรมนูญ (คำวินิจฉัยที่ 9/2549) เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นถึงอำนาจของ กกต.และรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญว่าต้องเป็นความเห็นร่วมกันระหว่าง กกต.และรัฐบาล
ดังนั้น ถ้ายึดตามแนวคำวินิจฉัย 9/2549 ย่อมมีแนวโน้มสูงว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้น่าจะเป็นในลักษณะที่ให้ กกต.และรัฐบาลไปตกลงกันเอง
อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีหน้าตาอย่างไร ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. หรือวันอื่นจะเป็นทางออกให้กับประเทศ ถ้าตราบใดความขัดแย้งทางการเมืองยังอยู่ในภาวะสุดโต่งทุกฝ่ายเช่นนี้







