
ต่างชาติมองหาทางออกไทยเร่งยุติก่อนประเทศพัง
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สองวันหลังประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลรักษาการณ์ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าสักเท่าไรนัก
สังเกตได้จากท่าทีสื่อต่างชาติแทบทุกสำนัก ไล่เรียงตั้งแต่สำนักข่าวเอพี รอยเตอร์ส และเอเอฟพี ไปจนถึงสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ลือชื่ออย่าง นิวยอร์ก ไทมส์ วอลสตรีท เจอร์นัล บีบีซี และซีเอ็นเอ็น ที่มุ่งไปในด้านของการรายงานความคืบหน้าของความเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.เพิ่มเติมว่า ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เป็นสำคัญ รวมถึงตามเกาะติดเผื่อกรณีเหตุรุนแรงนองเลือดที่ไม่คาดฝัน
ทั้งนี้ การตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่หวาดหวั่นว่า อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดการเผชิญหน้าและนองเลือดอย่างรุนแรง จนเป็นข้ออ้างให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลับเชื่อมั่นว่า แม้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจทำให้มีเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ท่าทีของฝ่ายทหารที่อดทนวางเฉยเกินคาด เมื่อเทียบกับความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งก่อนหน้า ก็ทำให้คิดได้ว่าสถานการณ์ในไทยไม่น่าจะรุนแรง หรือเกิดรัฐประหารตามที่หลายฝ่ายวิตกกัน
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์แล้ว สื่อต่างชาติยังเริ่มมองข้ามขั้นไปถึงทางออกจากเขาวงกตแห่งความขัดแย้งของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของอาเซียนแห่งนี้
อาจเรียกได้ว่า สถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองไทยซึ่งกินเวลามากว่า 3 เดือน เริ่มยืดเยื้อนานเกินไป จนทำให้มองว่าหากลากยาวไปมากกว่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาล ทหาร กลุ่มผู้ชุมนุม และคนไทยทุกคนต้องเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ โดยแม้ไม่ได้ฟันธงชัดเจนว่าไทยควรแก้ปัญหาอย่างไร แต่นักวิเคราะห์เหล่านี้ก็ได้ประมวลและคาดการณ์ถึงทางออกที่พอจะเป็นไปได้ไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย
บทบรรณาธิการของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดประเด็นถึงความเป็นไปได้ของทางออกด้วยการตั้งคำถามว่า สถานการณ์ที่พร้อมจะสู้รบแตกหักได้ทุกเมื่อของไทยขณะนี้ จะสามารถหาหนทางกลับมาประนีประนอมได้หรือไม่
หากพิจารณาเฉพาะความต้องการของแต่ละฝ่าย จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวต่างเรียกร้องในสิ่งเดียวกัน คือ กระบวนการประชาธิปไตยที่สะอาดโปร่งใส และเปี่ยมด้วยหลักธรรมาภิบาล ที่ทุกคนสามารถมอบความเชื่อมั่นไว้วางใจได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่ทำให้ไทย โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครกลายเป็นอัมพาต ถึงเวลาสมควรแล้วที่ทุกฝ่ายจะพิสูจน์ว่าตนเองจริงจังกับข้อเรียกร้องมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหนึ่งในวิธีพิสูจน์สำคัญก็คือ การยุติการชุมนุม และคืนชีวิตปกติธรรมดาให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย
บลูมเบิร์ก ระบุว่า ความเป็นไปได้ของการ ออกจากปัญหาครั้งนี้ก็คือ การจัดตั้งคณะทำงานเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุม และบุคคลที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อวางแนวทางหลักสำหรับการปฏิรูปทางการเมือง เช่น ระบถ่วงดุลอำนาจ มาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น และการเพิ่มวินัยทางการคลัง ซึ่งการหารือนี้สามารถทำได้ทันทีและทำควบคู่หรือดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ แม้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. จะเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม โดยทุกฝ่ายต้องให้คำมั่นว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นรัฐบาลจะต้องทำตามแนวทางปฏิรูปที่คณะทำงานชุดนี้มีมติออกมา
บทบรรณาธิการ ระบุว่า แม้สถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ข้างต้น แต่การหามติที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ถือเป็นการพิสูจน์ความจริงใจที่ทุกฝ่ายกล่าวอ้าง เพราะผลลัพธ์ที่ตกลงร่วมกันได้ ย่อมเลี่ยงการปะทะเผชิญหน้าที่ไม่มีใครสามารถกำชัยชนะได้อย่างแท้จริง
ทว่า หากรณีที่รัฐบาลเลือกจะใช้กำลังสลายการชุมนุม รัฐบาลรักษาการณ์ต้องทำใจพร้อมยอมรับผลกระทบที่จะตาม รวมถึงการตระหนักให้หนักว่า ทางออกทางนี้เพียงแค่จัดการโรคตามอาการเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาที่สาเหตุของโรค ซึ่งจะช่วยให้ไทยหายขาดได้
บทความจากหนังสือพิมพ์สเตรท ไทมส์ ของสิงคโปร์ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทย ด้วยการประมวลความเป็นไปได้ของทางออกในวิกฤตการเมืองไทยไว้ 3 ทางด้วยกัน
หนทางแรกสุด คือ การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนด โดยเพิกเฉยต่อการคว่ำบาตรของพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ซึ่งจะทำให้ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความเจ็บปวดจากการนองเลือดแน่นอน เพราะกลุ่มผู้ประท้วงลั่นวาจาไว้หนักแน่นแล้วว่าจะเดินหน้าขัดขวางทุกทาง
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้สำเร็จ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเปิดสภา เพราะไม่ครบองค์ประชุมตามรัฐธรรมกำหนด ยังไม่นับรวมถึงการที่ต้องจัดเลือกตั้งซ่อม รวมถึงการเป็นรัฐบาลปกครองประเทศที่มีอำนาจในการบริหารงานไม่ชัดเจน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อไทยในระยะยาว
ทางออกที่เป็นไปได้ประการที่สอง คือ เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ซึ่งจะจุดชนวนความไม่พอใจและความผิดหวังของกลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งและผู้สนับสนุนรัฐบาลรักษาการณ์ จนยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าของฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งน่าวิตกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเปิดทางให้มือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์และความรุนแรงนองเลือดที่เกิดขึ้น จะทำให้ทหารมีข้ออ้างเข้ามาแทรกแซงด้วยการรัฐประหาร
และหนทางที่สาม คือ การก้าวลงจากตำแหน่งรัฐบาลรักษาการณ์ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ โดยได้ถามความเห็นจาก ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการการเมืองไทย ที่ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะเจอข้อหา เช่น ทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทำให้ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งหรือมีอำนาจสั่งการใดๆ ต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่า การก้าวลงมาเช่นนี้ ทุกฝ่ายต้องทำใจเตรียมรับการตอบโต้ที่จะกลับคืนมาอย่างรุนแรงแน่นอน
ขณะที่ โซฟี ซ่ง นักวิเคราะห์จากอินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส ไทมส์ มองความเป็นไปได้ของทางยุติปัญหาขัดแย้งโดยยึดประโยชน์กับทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยซ่ง ระบุชัดว่า ยิ่งไทยสามารถยุติปัญหาได้เร็วเท่าไร เศรษฐกิจของไทยก็จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็วเท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยที่สุด หากสามารถยุติได้ก่อนกลางปีนี้ การเติบโตของไทยก็น่าจะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 3% แต่ในกรณีที่ยังไม่อาจจบปัญหาได้ เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม คริสตัล ตัน และ แดเนียล มาร์ติน สองนักวิเคราะห์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ความเห็นของซ่งคือการมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะสถานการณ์ปัจจุบันของไทยมาไกลเกินกว่าที่จะหันหน้าประนีประนอมเข้าหากันแล้ว ดังนั้น ทางออกที่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงก็คือ การคัดค้านผลการเลือกตั้ง ทั้งวิธีการประท้วงและการฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งหนีไม่พ้นความรุนแรงที่ทำให้ไทยหนีไม่พ้นการนองเลือด รวมถึงเศรษฐกิจชะงักงันแน่นอน
หรือถ้ากรณีที่เลื่อนการเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงและไร้เสถียรภาพก็ไม่เป็นผลดีกับไทย เนื่องจากนักลงทุนย่อมไม่กล้าลงทุนกับสถานการณ์ที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ขณะที่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ทหารยื่นมือเข้ามาแทรกแซง การตอบโต้แก้เผ็ดย่อมมีไม่จบสิ้น และทำให้ไทยตกอยู่ในวังวนของการเมืองที่ไร้ทางออกต่อไป
ทั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาในรูปการณ์ใดก็ตาม ดูเหมือนว่าอนาคตของไทยก็ไม่อาจหลีกหนีจากความบอบช้ำของบาดแผลทางการเมืองแน่นอน







