เรื่องบังเอิญ บนผลประโยชน์สัมปทานน้ำมัน
บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ
บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ
หลายคนอาจจะไม่แปลกใจที่ล่าสุดวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ทางการของ “มูบาดาลา ปิโตรเลียม” ที่มีกลุ่มอาบูดาบีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่า ได้ว่าจ้างบริษัทญี่ปุ่นสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันในแหล่งนงเยาว์ แปลงสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยตอนใต้ หมายเลข จี 11/48 พื้นที่ 6,791 ตารางกิโลเมตร
จากที่ก่อนหน้านี้ มูบาดาลาได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันแหล่งมโนราห์ ในยุคที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ก.ค. 2555 และได้สัมปทานแหล่งน้ำมันดิบขนาดเล็ก บานเย็นและจัสมิน ซึ่งมีกำลังการผลิต 1.51.7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน กระทั่งมูบาดาลาเป็นบริษัทที่รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศไทย
หากแต่เป็นเรื่องที่บังเอิญหรือไม่ ที่บริษัทยักษ์ปิโตรเลียมแห่งรัฐอาบูดาบี ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของยูเออี และมีเขตติดต่อกับรัฐดูไบ แหล่งพำนักของอดีตนายกฯ คนแดนไกล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในแหล่งนงเยาว์ในอ่าวไทยที่มีปริมาณน้ำมันสำรอง 12.4 ล้านบาร์เรล มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท
สรรเสริญ สมะลาภา อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกๆ ที่ชี้ช่องที่มาที่ไปว่าเหตุใดมูบาดาลาจึงเข้ามามีบทบาทในกิจการสัมปทานน้ำมันในอ่าวไทย ซึ่งสรรเสริญได้พุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง “พ.ต.ท.ทักษิณ คนแดนไกล” และกลุ่มทุนแห่งยูเออี
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ มันเกี่ยวพันกันหมด แต่จะให้หาหลักฐานมายืนยัน ก็ยอมรับว่ายาก เพราะทุกขั้นตอนทำผ่านบริษัทนอมินีที่สิงคโปร์ ถ้าจะให้มีคนเอาหลักฐานมาแฉ ก็มีแค่กรณีเดียวคือนอมินีกับผู้ถือหุ้นตัวจริง ขัดแย้งกันจนเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความ” สรรเสริญ ระบุ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2541 โมฮัมหมัด อัลฟาเอ็ด เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ ซึ่งทุกคนต่างรู้กันดีว่าคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับอดีตนายกฯทักษิณ ได้ก่อตั้ง “แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย)” เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2541 หวังเข้ามาจับจองสัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทย มีพันธมิตรที่สำคัญ คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.)
ขณะที่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น กลุ่มออสติน โค กรุ๊ป แห่งประเทศอินโดนีเซีย ได้ลงทุนจัดตั้งบริษัท “เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่” ในปี 2545 และมีกลุ่ม “เทมาเซก โฮลดิ้งส์” ร่วมถือหุ้นอยู่ในบริษัท เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ด้วย
ต่อมา “เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่” เข้าซื้อกิจการแฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2547 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เพิร์ล ออย (ประเทศไทย) หรือ “เพิร์ล ออย” เข้ารับสัมปทานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย
อย่างไรก็ดี “ดีล” ระหว่างเพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ที่เข้าซื้อกิจการแฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ ในช่วงเดือน ก.พ. 2547 นั้น หากไล่เรียงเวลาจะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่าสนใจซื้อสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก คือ สโมสรฟุตบอลฟูแล่ม ในช่วงปลาย ต.ค. 2546
แต่สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เปลี่ยนใจไม่ซื้อทีมฟูแล่ม แม้ว่าการเจรจากับเจ้าของทีมฟูแล่มจะเริ่มต้นไปได้พักหนึ่งแล้ว ในขณะที่เจ้าของทีมฟุตบอลฟูแล่มในขณะนั้นก็คือ โมฮัมหมัด อัลฟาเอ็ด เจ้าของแฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ นั่นเอง
แน่นอนว่า ไม่มีใครรู้ว่าในระหว่างการเจรจาดีลซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแล่ม และดีลที่เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ซื้อแฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ ในปลายปี 2546 ต่อต้นปี 2547 ซึ่งห่างกันไม่กี่เดือน จะมีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันลับๆ หรือไม่ เพราะเป็นการหารือลับระหว่างผู้นำของไทยในขณะนั้น และมหาเศรษฐีชื่อก้องแห่งอังกฤษ
จากนั้นในอีก 3 ปี คือ วันที่ 16 ม.ค. 2550 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติออกสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 5/2550/81 ให้แก่บริษัท เพิร์ล ออย เพื่อได้สิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยแหล่งนงเยาว์ หมายเลข จี 11/48 ในสัดส่วน 50% ของพื้นที่ทั้งหมดตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
แต่ทว่าก่อนที่ ครม.จะอนุมัติให้เพิร์ล ออย ได้สิทธิสำรวจน้ำมันแหล่งนงเยาว์ เพิร์ล ออย ถูกเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุนแห่งอาบูดาบีแล้ว
เพราะในเดือน ก.พ. 2549 บริษัท “อาบาร์ อินเวสต์เมนต์” ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนแห่งรัฐอาบูดาบี เข้าซื้อกิจการเพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ จากกลุ่มออสติน โค กรุ๊ป และกลุ่มเทมาเซก และกลายเป็นเจ้าของเพิร์ล ออย ในขณะที่เพิร์ล ออย เป็นบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมัน “โนเนม” เมื่อเทียบกับเชฟรอน ยักษ์ใหญ่ผู้สำรวจและขุดเจาะน้ำมันสัญชาติอเมริกา ปตท.สผ.ที่มีรัฐบาลไทยหนุนหลัง และบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจมาหลายสิบปี
การที่กลุ่มทุนตะวันออกกลางสนใจเข้ามาซื้อเพิร์ล ออย ก็ไม่น่าจะผิดปกติ เพียงแต่ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณเทียวไล้เทียวขื่อไปแถบตะวันออกกลางบ่อยมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Gulf State ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย คูเวต โอมาน ยูเออี กาตาร์ และบาห์เรน หลายครา และผู้นำระดับ “ชีค” จากยูเออี เข้าพบปะ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเป็นทางการ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล และต่างประเทศในหลายวาระ
เหล่านี้นำไปสู่สายสัมพันธ์ทั้งทางการและไม่เป็นทางการที่แนบแน่นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ในประเทศแถบตะวันออกลาง ซึ่งให้ถิ่นพำนักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังการรัฐประหารเดือน ก.ย. 2549
สิ่งที่ชวนขบคิดก็คือ ในช่วงที่ อาบาร์ อินเวสต์เมนต์ เข้าซื้อเพิร์ล ออย ในเดือน ก.พ. 2549 เกิดขึ้นคล้อยไม่ถึง 1 เดือนหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ให้กลุ่มเทมาเซกในวันที่ 23 ม.ค. 2549
หรือนี่อาจเป็นแค่ความบังเอิญเช่นกัน ที่กลุ่มเทมาเซกซื้อหุ้นชินฯ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ และได้ขายกิจการบริษัท เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ที่เทมาเซกร่วมเป็นผู้ถือหุ้นให้แก่กลุ่มทุนจากรัฐอาบูดาบี
เหตุการณ์ยังดำเนินต่อไป คือ หลังจากอาบาร์ อินเวสต์เมนต์ ถือครองเพิร์ล ออย มา 2 ปี อาบาร์ อินเวสต์เมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของรัฐอาบูดาบี ได้ขายกิจการต่อให้เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ แก่มูบาดาลา ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ “มูบาดาลา ดีเวลอปเมนต์” บริษัทลงทุนรัฐบาลอาบูดาบี แต่ไม่น่าจะมีนัยนัก เพราะเหมือนเป็นการ “โยกกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา”
แต่บังเอิญว่าในช่วงมูบาดาลา ปิโตรเลียม เป็นเจ้าของเพิร์ล ออย ในเดือน พ.ค. 2551 เป็นช่วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นสโมสรแมนฯ ซิตี้ ให้แก่ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะมนตรีพลังงานของอาบูดาบี และมีพี่ชาย คือ ชีค โมฮัมหมัด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ซึ่งเป็นคณะมนตรีพลังงานของอาบูดาบี ควบตำแหน่งประธานมูบาดาลา ปิโตรเลียม
“ชีค มานซูร์” ยอมทุ่มทุนซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของในราคา 1 หมื่นล้านบาท แม้สโมสรแห่งนี้จะมีผลการขาดทุน 1,700 ล้านบาท และกู้เงินมาเพิ่มอีก 3,900 ล้านบาท ส่วนต้นทุนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ซื้อสโมสรฟุตบอลแมนฯ ซิตี้ มามีราคาเพียง 4,000 ล้านบาทเท่านั้น
และก็มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นอีกว่า เมื่อ มูบาดาลา ปิโตรเลียม เป็นเจ้าของเพิร์ล ออย ในปี 2551 ก็ย้ายสำนักงานและบริษัทลูก 12 แห่ง มาตั้งที่ตึกชินวัตร 3 จากเดิมที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานไทยพาณิชย์ปาร์คพลาซ่า ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมูบาดาลา ตระกูลชินวัตร และกลุ่มเทมาเซก
ที่สำคัญคล้อยหลังไม่ถึงปี เพิร์ล ออย ได้สำรวจพบน้ำมันในแหล่งนงเยาว์ในปี 2552 และขออนุญาตดำเนินการขุดเจาะ จากนั้นวันที่ 8 ก.ย 2554 เพิร์ล ออย ได้จัดประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมแหล่งผลิตปิโตรเลียมนงเยาว์ แปลงสัมปทาน หมายเลข จี 11/48 ที่โรงแรมบีพี สมิหลา บีช จ.สงขลา
จากนั้นวันที่ 14 พ.ย. 2555 ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กรรมการปิโตรเลียม ระบุว่า คณะกรรมการอนุมัติเปิดพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันและปิโตรเลียมให้แก่เพิร์ล ออย 75% และ “คริสเอ็นเนอร์จี ลิมิเต็ด” 25% โดยที่ไม่ได้ฉุกคิดว่าเพิร์ล ออย และคริสเอ็นเนอร์จี มีความใกล้ชิดกัน
นั่นเพราะ “คริสเอ็นเนอร์จี ลิมิเต็ด” ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ถือหุ้นใหญ่โดยกองทุนเทมาเซก 31.4%
ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างเพิร์ล ออย และคริสเอ็นเนอร์จี ก็เรียกว่าไม่ธรรมดา เพราะผู้ก่อตั้งคริสเอ็นเนอร์จี 3 คน เป็นผู้ก่อตั้งเพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของมูบาดาลา ปิโตรเลียม และทีมงานบริษัท 12 คน จาก 14 คน เป็นคนที่ทำงานเพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ มาก่อนทั้งสิ้น
เงื่อนปมเหล่านี้เองที่ทำให้สรรเสริญตั้งข้อสังเกตว่าการให้สัมปทานพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยของมูบาดาลา ตลอดจนกลุ่มเทมาเซกมีการเอื้อประโยชน์จากอดีตผู้นำไทยที่มีน้องสาวดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้หรือไม่
แม้ว่าล่าสุด นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “...ความจริงถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะลงทุนก็เป็นสิทธิส่วนตัวครับ แต่อย่างที่ผมชี้แจงมาอย่างต่อเนื่องว่ามันเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง... แต่พรรคประชาธิปัตย์และบางสื่อก็ไม่ลดละในการเต้าข่าวโกหกเป็นประจำ โดยหวังว่าการโกหกบ่อยๆ คนจะเชื่อ”
แต่นั่นก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เหตุใดมันช่างบังเอิญขนาดนี้


