
"ซีทีเอช"เปิดเกมบุกผนึกพีเอสไอลุยลูกค้าภูธร
หลังจากเคลียร์ปัญหาการติดตั้งจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันนี้ซีทีเอชได้ออกมาประกาศแผนเชิงรุกอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังกับพีเอสไอ ขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มเติม เนื่องจากพีเอสไอมีความแข็งแกร่งด้านกลุ่มลูกค้าตลาดต่างจังหวัด เห็นได้จากการมีฐานลูกค้ากว่า 14 ล้านครัวเรือนที่รับชมทีวีผ่านจานดาวเทียมไทยคม ทั้งระบบซีแบนด์ และเคยู แบนด์
หลังจากเคลียร์ปัญหาการติดตั้งจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันนี้ซีทีเอชได้ออกมาประกาศแผนเชิงรุกอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังกับพีเอสไอ ขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มเติม เนื่องจากพีเอสไอมีความแข็งแกร่งด้านกลุ่มลูกค้าตลาดต่างจังหวัด เห็นได้จากการมีฐานลูกค้ากว่า 14 ล้านครัวเรือนที่รับชมทีวีผ่านจานดาวเทียมไทยคม ทั้งระบบซีแบนด์ และเคยู แบนด์
การจับมือร่วมกันระหว่างซีทีเอชและพีเอสไอในครั้งนี้ จะเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองค่ายมาผนึกกำลังกัน โดยในส่วนของซีทีเอชจะนำความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์คุณภาพที่ลูกค้าชื่นชอบมาให้บริการในราคาที่คุ้มค่าเริ่มต้นที่วันละ 9 บาท หรือเดือนละ 270 บาท
ขณะที่พีเอสไอจะใช้ความแข็งแกร่งด้านระบบการจัดจำหน่าย เนื่องจากปัจจุบันพีเอสไอมีช่างที่อยู่ในความดูแลทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นคน นอกจากนี้ยังมีศูนย์กระจายสินค้าเป็นของตัวเอง และมีกล่องรับสัญญาณคุณภาพน้องใหม่อย่างรุ่น โอทู ดิจิตอล ไว้คอยบริการลูกค้า
กฤษณัน งามผาติพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีทีเอช กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังคงเดินหน้าคัดสรรสิ่งดีๆ ทั้งในด้านบริการและคอนเทนต์มาบริการลูกค้า ซึ่งในส่วนของคอนเทนต์ตอนนี้ถือว่าบริษัทมีครบทุกคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นบันเทิง สารคดี หรือกีฬา ที่มีทุกรายการแข่งขันที่สำคัญ เช่น มวย กอล์ฟ เทนนิส และฟุตบอล ในส่วนของบันเทิงก็ได้นำรายการดังจากฟอกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาครบทุกช่อง
การจับมือกับพีเอสไอ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าโดยเฉพาะต่างจังหวัด ด้วยการทำตลาดผ่านกล่องรับสัญญาณ รุ่นซีทีเอชพีเอสไอ โอทู ดิจิตอล เอชดี ซึ่งจะมาพร้อมกับแพ็กเกจการรับชมใหม่จำนวน 3 แพ็กเกจ คือ แพ็กเกจเดือนละ 270 บาท ชมช่องพิเศษได้ 12 ช่อง ชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ 2 ช่อง แพ็กเกจเดือนละ 450 บาท ชมช่องพิเศษได้ 18 ช่อง ชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ 3 ช่อง และแพ็กเกจเดือนละ 750 บาท ชมช่องพิเศษได้ 22 ช่อง ชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ 6 ช่อง
กฤษณัน กล่าวว่า ราคาแพ็กเกจใหม่ดังกล่าวถือเป็นราคาที่ปรับลดลงจากแพ็กเกจเดิมที่บริษัทได้ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งราคาต่อเดือนจะอยู่ที่ 899 บาท ชมช่องพิเศษได้ 140 ช่อง และชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ 6 ช่อง เนื่องจากบริษัทต้องการขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด เพราะลูกค้าที่ต้องการชมพรีเมียร์ลีกไม่ได้อยู่ในเฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ แต่มีในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยด้วย
นอกจากจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัดแล้ว ซีทีเอชยังมีแผนที่จะเดินหน้าซื้อคอนเทนต์ใหม่จากต่างประเทศเพิ่มเติม รวมไปถึงใช้งบประมาณอีก 3,000-4,000 ล้านบาท ลงทุนด้านโครงข่าย เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัดร่วมกับพีเอสไอ ซีทีเอชคาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมีฐานสมาชิกไม่ต่ำกว่า 2 ล้านราย และครบ 3 ล้านรายในสิ้นปี 2558
ขณะที่สัดส่วนฐานลูกค้าต่างจังหวัดหลังจับมือร่วมกับ พีเอสไอ สิ้นปีนี้คาดว่าฐานลูกค้าในกรุงเทพฯจะปรับลดลงอยู่ที่ 30% ขณะที่ในต่างจังหวัดจะปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าต่างจังหวัดอยู่ที่ 40% ในกรุงเทพฯ 60%
สมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันพีเอสไอมีฐานลูกค้ามากกว่า 16 ล้านกล่อง หรือกว่า 14 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนลูกค้าดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงใช้กล่องรับสัญญาณพีเอสไอรุ่นเก่า แต่หลังจากบริษัทได้เปิดตัวกล่องรับสัญญาณรุ่นพีเอสไอ โอทู ดิจิตอล เอชดี เมื่อปีที่ผ่านมาพบว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเก่าเข้ามาเปลี่ยนเป็นกล่องรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดการใช้กล่องรุ่นพีเอสไอ โอทู ดิจิตอล เอชดี แล้วประมาณ 3 แสนกล่อง
จากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้พีเอสไอตั้งใจที่จะปักธงดึงความสนใจของฐานสมาชิกเก่าให้มาเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณรุ่นใหม่ ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งซีทีเอชถือเป็นอีกหนึ่งในพันธมิตรหลังจากก่อนหน้านี้ได้จับมือกับอาร์เอส ร่วมกันขยายฐานลูกค้ามาแล้ว ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณจากรุ่นเก่าเป็นรุ่นใหม่ในราคา 1,690 บาท จากราคาปกติ 2,400 บาท
การจับมือร่วมกันระหว่างซีทีเอชและพีเอสไอในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์การทำตลาดแบบพาร์ตเนอร์ชิพ ที่วินวินทั้งสองฝ่าย ซึ่งหลังจากความร่วมมือกันในครั้งนี้ ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทยังแย้มออกมาอีกว่าในอนาคตอาจจะมีการจับมือร่วมกันทำตลาดแบบโคแบรนด์อีกในเร็วๆ นี้







