posttoday
พรก.ฉุกเฉินเดิมพันเครดิตรัฐบาล

พรก.ฉุกเฉินเดิมพันเครดิตรัฐบาล

23 มกราคม 2557

ธนพล บางยี่ขัน

ธนพล บางยี่ขัน

ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่ม “อำนาจ” และ “ความคล่องตัว” ให้กับรัฐบาลรักษาการที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันเปราะบาง ท่ามกลางแนวโน้มความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย 10 วันก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นห้วงเวลาสำคัญต่อทั้งรัฐบาลและมวลมหาประชาชนที่จำเป็นต้องเปิดหน้าแลกหมัดกันอย่างดุเดือด

แน่นอนว่าการตัดสินใจใช้ “ยาแรง” ยกระดับจาก พ.ร.บ.มั่นคง มาเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป้าหมายสำคัญคือการตอบโต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งเวลานี้เปิดเกมรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการลุยปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” จนย่างเข้าสู่วันที่ 11 พร้อมงัดมาตรการเดินสายกดดันให้หน่วยงานราชการหยุดงานที่เข้มข้นขึ้น

ยิ่งจับสัญญาณจาก สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า เหตุผลในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อใช้ดูแลควบคุมสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดและกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนการชุมนุมครั้งนี้ หลังจากที่การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาภายใต้การนำของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ซึ่งมีการปิดสถานที่ราชการ ธนาคาร ตัดน้ำตัดไฟ บีบบังคับฝืนใจผู้บริหาร รวมทั้งการวางตัว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน มารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.)

สะท้อนว่าเป้าสำคัญของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ การพุ่งเป้าไปยังการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. เพื่อตัดกำลังกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงที่เปิดเกมรุกหนักในช่วงนี้ ไม่ให้มีอิสระการเคลื่อนไหวต้องคอยพะวักพะวน ระวังตัวกับการถูกจับตัวไปดำเนินคดี โดยเฉพาะในการเคลื่อนขบวนไปตามจุดต่างๆ รวมทั้งเปิดช่องให้อำนาจออกข้อจำกัดตีกรอบการชุมนุม

ดังจะเห็นจากบทบัญญัติในมาตรา 9 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ให้อำนาจนายกฯ ออกข้อกำหนดทั้งห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถาน ห้ามชุมนุมมั่วสุม ห้ามเสนอข่าวที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ห้ามการใช้อาคารหรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด รวมทั้งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนด หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ที่สำคัญหากสถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้ายที่จะเปิดช่องให้นายกฯ โดยความเห็นชอบของ ครม. ประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง ซึ่งจะทำให้นายกฯ มีอำนาจเพิ่มเติม ทั้งให้นายกฯ มีอำนาจประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

รวมทั้งประกาศให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไปจนถึงออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว ที่สำคัญยังเปิดให้พนักงานมีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบกฎหมาย โทรศัพท์ หรือการสื่อสารอื่นใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

สุดท้ายยังสามารถออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหาร เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน

ปัญหาอยู่ตรงที่นอกจากจะไม่อาจปรามกลุ่มผู้ชุมนุมได้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังถูกรุมถล่มจากหลายฝ่ายกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจที่มองว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย่อมส่งผลต่อการค้าการลงทุน รวมไปถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

หนำซ้ำยังอาจรุนแรงกว่าการปฏิบัติการ “ชัตดาวน์” ของ กปปส. เพราะนี่เสมือนเป็นการประกาศยอมรับจากรัฐบาลว่าบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะฉุกเฉิน ที่สำคัญยังกินเวลาไปถึง 60 วัน ในพื้นที่ กทม.และบางส่วนของ จ.นนทบุรี ปทุมธานี เพื่อให้ครอบคลุมไปทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งที่คาดกันว่าจะต้องมีกระบวนการเลือกตั้งซ่อมในเขตที่มีปัญหา

อีกด้านหนึ่งอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เพิ่มขึ้นยังทำให้นักวิชาการไปจนถึงสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไม่มีความจำเป็น อีกทั้งการประกาศยังมีแนวโน้มจะไม่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายสู่ภาวะปกติ จึงไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกทั้งยังเป็นการให้อำนาจเด็ดขาดแก่ฝ่ายบริหาร โดยไม่เปิดโอกาสให้องค์กรอื่นๆ ได้ตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญคือ หาก “ไม้ตาย” ที่รัฐบาลงัดมาใช้รอบนี้ไม่อาจสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ได้ แรงเสียดทานทุกอย่างจะย้อนกลับมาหารัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งผลกระทบจากทั้งเศรษฐกิจมาจนถึงผลกระทบแรงกดดันจากมวลชน ซึ่งเวลานี้เริ่มจะเห็นเค้าลางจากที่มวลชนประกาศไม่สนใจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แถมยังเดินหน้าท้าทายด้วยการเคลื่อนขบวนไปทั้งหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศรส.

ยังไม่รวมกับประเด็นที่หาก “กองทัพ” เกียร์ว่างไม่ยอมเข้าร่วมเป็นมือไม้เข้าปฏิบัติการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั่นยิ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างกองทัพกับรัฐบาลห่างออกไปมากขึ้น และเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ไปจนถึงกระทบการบริหารงานต่อจากนี้ เพราะก่อนหน้านี้เสียงสะท้อนจากกองทัพเองก็เคยออกมาส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ยิ่งจับสัญญาณจากคำสั่งที่มอบ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้อำนวยการ ศรส. พร้อมตั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นหัวหน้ารับผิดชอบฝ่ายปฏิบัติการ และมีเพียงแค่ตัวแทนจากแต่ละเหล่าทัพเข้าร่วมเป็นกรรมการ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทัพที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการปฏิบัติการเหมือนในยุคที่ผ่านมา

การงัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขึ้นมาใช้ในรอบนี้ จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงในช่วง 60 วันนับจากนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท