
วิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าแต่หุ้นไทย...ก็ยังคงอยู่ (ตอนที่1)
วันนี้ผมอยากจะพาคุณผู้อ่านมาคุยกันถึงเรื่องวิกฤตการณ์ของตลาดหุ้นไทยในอดีตที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่ากับตลาดหุ้นไทย โดยผมจะพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูวิกฤตการณ์ต่างๆ ของตลาดหุ้นไทยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยพอที่จะเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดังนี้ครับ
วันนี้ผมอยากจะพาคุณผู้อ่านมาคุยกันถึงเรื่องวิกฤตการณ์ของตลาดหุ้นไทยในอดีตที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่ากับตลาดหุ้นไทย โดยผมจะพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูวิกฤตการณ์ต่างๆ ของตลาดหุ้นไทยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยพอที่จะเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดังนี้ครับ
30 เม.ย. 2518 วันกำเนิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกโดยมีนายศุกรีย์ แก้วเจริญ เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนแรก ในช่วงแรกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Securities Exchange of Thailand” ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2534 ได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น “The Stock Exchange of Thailand” (SET) แต่ยังคงใช้ชื่อภาษาไทยเหมือนเดิมว่า “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
ปี 2522 กรณีราชาเงินทุน
ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์ปั่นหุ้นและสร้างราคาจนทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำจากระดับ 259.82 จุด เมื่อต้นปี 2522 เหลือเพียง 149.40 จุดในช่วงปลายปี 2523 ดัชนียังคงตกต่ำต่อเนื่องจนไปปิดที่ 106.62 จุดเมื่อปลายปี 2524 คิดเป็นการปรับตัวลดลงเกือบ 60% ปริมาณการซื้อขายหุ้นทั้งปี หดหายไปอย่างรวดเร็วจาก 22,533 ล้านบาท ในปี 2522 เหลือเพียง 2,898 ล้านบาท ในปี 2524
ปี 2526-2528 วิกฤตการณ์สถาบันการเงินล้ม
เริ่มจากข่าวการสั่งถอนใบอนุญาตบริษัทราชาเงินทุน ตามมาด้วยข่าวที่ทำให้สถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เช่น ข่าวการสั่งปิดทรัสต์ แชร์ล้ม แบงก์มีฐานะการเงินอ่อนแอ รวมถึงวิกฤตการณ์ของบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทำให้บริษัทต่างๆ ถูกถอนใบอนุญาตในช่วงปี 2526-2528 มากถึง 20 บริษัท
วันที่ 2 พ.ย. 2527 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประกาศลดค่าเงินบาท จากเดิม 23 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการลดค่าเงินบาทถึง 17% จากสาเหตุการนำเข้าสินค้าจำนวนมากโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย และปัญหาที่ตามมาจากการปิดสถาบันการเงิน 20 แห่ง
รัฐบาล พล.อ.เปรม ในสมัยนั้นได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจาก “อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา” มาเป็น “ระบบตะกร้าเงิน” เพื่อที่จะได้ไม่ยึดอัตราแลกเปลี่ยนผูกเอาไว้กับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว
นอกจากนั้นยังมีการออกมาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติมเพื่อประหยัดการใช้จ่ายของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเวลาการใช้ไฟฟ้า ช่วงเวลาการเปิดปิดปั๊มน้ำมัน และมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่มาตรการที่สำคัญที่สุดคือ การจำกัดสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง ลดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2526 ปิดที่ระดับ 134.47 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปี 9,323 ล้านบาท ในปี 2527 ดัชนีปิดที่ระดับ 142.29 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปีเป็น 10,595 ล้านบาท และในปี 2528 ดัชนีปิดที่ 134.95 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปีตกอยู่ที่ 15,333 ล้านบาท (เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ที่มียอดซื้อขายโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน)
ปี 2530 เหตุการณ์แบล็กมันเดย์ (Black Monday)
เหตุการณ์ “วันจันทร์ทมิฬ” (Black Monday) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2530 เกิดวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยมีจุดกำเนิดที่ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา และส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ถึง 508.32 จุดภายในวันเดียว หรือคิดเป็น 22.60% และมาปิดตลาดที่ระดับ 1,738.74 จุด
ส่วนตลาดหุ้นไทยในวันนั้น ดัชนีปรับตัวลดลง 36.64 จุด หรือ 8% จากระดับ 459.01 จุด ในวันที่ 19 ต.ค. 2530 มาปิดต่ำสุดที่ 243.97 จุด ในวันที่ 11 ธ.ค. 2530 ปรับตัวลดลงประมาณ 46%
ปี 2533 เหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย
ในช่วงปี 2531-2532 ตลาดหุ้นไทยสามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดี แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นไปอย่างไม่จีรัง ในปี 2533 ได้เกิดเหตุการณ์อิรักบุกเข้ายึดครองประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2533 ซึ่งในเวลาต่อมาได้ก่อให้เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอย่างเต็มรูปแบบ
ก่อนหน้านั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 1,143.75 จุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2533 หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และยังทำให้ดัชนีกลับมาทำจุดต่ำสุดอีกครั้งหนึ่งที่ระดับ 544.30 จุด เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2533 คิดเป็นการปรับตัวลดลงของดัชนีทั้งสิ้น 598 จุด หรือคิดเป็น 52%
n ปี 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค. 2535 เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนจำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยตอบรับทางลบอย่างรุนแรง และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงทันที 65 จุด เหลือเพียง 667.84 จุด ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาในวันที่ 21 พ.ค. 2535
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวจบลง ตลาดหุ้นก็ตกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 7,337 ล้านบาท ในไตรมาสแรก เหลือเพียง 4,871 ล้านบาทในไตรมาส 2
วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดหุ้นไทยยังมีอีกมากมาย ซึ่งคุณผู้อ่านจะสามารถติดตามอ่านตอนจบได้ในวันพรุ่งนี้นะครับ







