
เศรษฐกิจภาคบริการ... อนาคตไทย/อนาคตเอเชีย
รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เมื่อเดือน พ.ย. 2013 ชี้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจบริการในโลกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก สัดส่วนของเศรษฐกิจในเอเชียยืนอยู่บนภาคธุรกิจบริการถึง 42.5% ในปี 2010 ซึ่งนับว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เมื่อเดือน พ.ย. 2013 ชี้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจบริการในโลกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก สัดส่วนของเศรษฐกิจในเอเชียยืนอยู่บนภาคธุรกิจบริการถึง 42.5% ในปี 2010 ซึ่งนับว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อคำนึงว่าเอเชียเป็นทวีปที่เน้นการเกษตรมานาน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือปัจจุบันคืออาเซียน 10 ชาติ ก้าวขึ้นเป็นประเทศรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมพื้นฐาน และอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตรใน 30 ปีที่ผ่านมา ส่วนเอเชียตะวันออก คือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น แถมไต้หวันเข้าไป ได้ก้าวไปเป็นเสือเศรษฐกิจฝูงใหม่สำเร็จตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว
อีกฟากหนึ่งที่เจริญขึ้นรวดเร็ว คือ อินเดีย วันนี้ 66% ของเศรษฐกิจอินเดียยืนอยู่บนฐานของภาคธุรกิจบริการ แปลว่า โตกว่าภาคอุตสาหกรรม
วันนี้ 43% ของเศรษฐกิจจีนยืนอยู่บนฐานของภาคธุรกิจบริการ แปลว่า จีนที่เคยเป็นโรงงานผลิตสินค้าของโลกก็กำลังเปลี่ยนไปเหมือนกัน
นี่หมายถึงการจ้างงานมหาศาล...ในร้าน ในห้าง ในบริษัท...หรือเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กๆ ที่ทำมาค้าขาย ไม่ใช่กรรมกรโรงงานยืนข้างสายพานการผลิตเป็นหลักใหญ่อีกต่อไป
66% ในอินเดีย และ 43% ในจีน ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของภาคธุรกิจบริการ แต่ยังจะเติบโตต่อไปอีก
ฟังเผินๆ เราอาจเข้าใจว่าโครงสร้างและพลังทางเศรษฐกิจของเอเชียกำลังจะเป็นอย่างสหรัฐ ยุโรป...แต่ยังครับ
ปัญหาใหญ่ในภาคธุรกิจบริการของเอเชีย รวมทั้งไทย ก็คือผลิตภาพของลูกจ้างในภาคธุรกิจบริการของเอเชียยังต่ำกว่าในประเทศพัฒนาแล้วถึงกว่า 20%
บางสำนักวิเคราะห์เชื่อว่าอาจต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปี เพื่อทำให้ผลิตภาพของลูกจ้างในเอเชียมีระดับเท่ากับที่ลูกจ้างในประเทศพัฒนาแล้วทำได้
นี่จึงสะท้อนความจำเป็นว่าต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยระบบการศึกษา และสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างชาญฉลาด และมีประสิทธิภาพในสถานประกอบการอย่างรีบเร่ง
ทั้งสองเรื่องนี้ไม่อาจแก้ไขปัญหาผลิตภาพใน 2 ปี 4 ปี ต่อให้ดำเนินการไปได้ถูกทาง ทั้งในระดับนโยบาย และในระดับปฏิบัติ เพราะเป็นการแก้ไขระบบการเรียนรู้กันเป็นรุ่นๆ ซึ่งใช้เวลานาน
ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าทั้งสองเรื่องสำคัญนี้ กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นทุกที ที่หมดหวัง หมดความเชื่อในระบบการศึกษาแบบไทยๆ จึงหลบหรือเลี่ยงการศึกษาไทยไปหาการศึกษาในหลักสูตรอื่น และเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ของต่างประเทศในราคาแพงลิบ ไม่ว่าจากสถานศึกษานานาชาติในประเทศหรือไปเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเรียนในสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน เพราะรู้สึกเครียดจากระบบเดิมของไทย นั่นคือ ท่องมันเข้าไป...รู้ให้มากที่สุด แต่กลับสามารถใช้ความรู้เหล่านั้นกับชีวิตจริงและการทำงานได้น้อย
ส่วนเรื่องวัฒนธรรมการทำงานอย่างชาญฉลาดและซื่อสัตย์ ในสิ่งแวดล้อมของสถานที่ทำงาน และมุ่งประสิทธิภาพนั้น ก็ยังมีเรื่องให้วิจารณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความมักง่าย ไม่เคร่งครัดต่อวินัย กับความไม่มีทักษะต่องานอย่างลึกซึ้งเพียงพอ ไม่นับเรื่องความช่างเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นของพนักงานรุ่นใหม่ ฝึกจนทำท่าจะเป็นงานแล้ว ลูกจ้างเปลี่ยนงานเปลี่ยนใจ...ลาออกเฉย ไม่ได้ไปเริ่มงานใหม่กับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันของนายจ้างหรอก แต่ไปเริ่มทำงานใหม่ที่สูญเสียทักษะที่เพิ่งได้รับการฝึกฝนแนะนำไปซะดื้อๆ เพราะงานใหม่ฟังดูสบายกว่า...
ปัญหาเหล่านี้ ที่จริงก็มีในอีกหลายแห่งในเอเชีย เพียงแต่ของไทยนั้น มีอาการหนักกว่าทั้งในระดับปริมาณ คือ ขาดแคลนแรงงาน และในระดับคุณภาพ คือ ถึงได้ลูกจ้างมาก็อยู่ไม่ทน และที่อยู่ก็ทำผลิตภาพที่ดีไม่ค่อยได้
ในมุมที่เกี่ยวกับนายจ้างและระบบกฎหมายบ้าง แม้ภาคธุรกิจบริการมีแนวโน้มที่จะช่วยให้เกิดการลดความยากจนได้ดีกว่าภาคอุตสาหกรรม เพราะมีการกระจายตัวได้ดีกว่า ลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่า
แต่งานวิจัยของ ADB ก็ชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจบริการในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย รวมทั้งไทย กลับมีกฎหมายและระเบียบควบคุมเข้มงวดกว่าที่ควร ซึ่งกลับจะทำให้ภาคบริการที่ควรจะเป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเอเชียต้องกลายมาเป็นภาระต่อเจ้าของกิจการ และต้องหันกลับมาขอให้รัฐต้องแบกอุ้มในที่สุด
อย่างไรก็ดี ADB แนะว่า การมีกฎระเบียบที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการไม่มีกฎกติกา หรือยกเลิกกติกานะครับ บทบาทของรัฐในการช่วยให้ภาคธุรกิจบริการเขาเดินงานได้คล่องตัวขึ้น บนฐานการปฏิรูประบบการศึกษาที่สอดคล้องและส่งเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดี จึงเป็นหนทางหลักที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาเมื่อไหร่ ก็ต้องเร่งและต้องเริ่มทันที







