posttoday
ถล่มรัฐใช้ "ยาแรง" เปิดทางจนท.ลุอำนาจ

ถล่มรัฐใช้ "ยาแรง" เปิดทางจนท.ลุอำนาจ

23 มกราคม 2557

ทีมข่าวการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

เกิดคำถามถึงความเหมาะสม ภายหลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และลงนามในคำสั่งแต่งตั้งผู้กำกับปฏิบัติงาน หัวหน้า ผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากประเด็นการใช้ “ยาแรง” โดยไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงแล้ว ยังปรากฏข้อสงสัยอีกประการหนึ่ง กล่าวคือในคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้กำกับปฏิบัติงาน และจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เหตุใดจึงจงใจบรรจุคำว่า “ที่มีความร้ายแรง” ลงไป นั่นเพราะหากว่ากันตามระดับชั้นของกฎหมายแล้ว ควรเริ่มที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในมาตรา 9 ก่อน จนกระทั่งสถานการณ์ยกระดับขึ้นจึงค่อยมีคำสั่งตามมาตรา 11 ตามมา

ทั้งนี้ มาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด (กำหนดไว้ 6 ข้อ) ส่วนมาตรา 11 เขียนไว้ว่า

“ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง”

มาตรา 11 นี้ ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสามารถ “ละเมิดสิทธิ” ของประชาชนได้อย่างเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ

สุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวชัดว่า ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ในการประกาศใช้กฎหมายที่รุนแรงขนาดนี้ เพราะสถานการณ์การชุมนุมยังไม่เข้าสู่ภาวะร้ายแรง หากรัฐบาลต้องการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ควรใช้แบบสถานการณ์ทั่วไปเท่านั้น

“พ.ร.ก.ฉุกเฉินสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงนั้น จะประกาศใช้ก็ต่อเมื่อเกิดการกระทำที่สั่นคลอนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

นักกฎหมายรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็น “กฎหมายพิเศษ” ด้านความมั่นคง จะใช้ก็ต่อเมื่อกฎหมายปกติบังคับใช้ไม่ได้แล้ว และอำนาจตามกฎหมายก็ชัดเจนว่ามีบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่กลับไปเพิ่มอำนาจให้รัฐ ดังนั้นการใช้ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังมาก

“รัฐควรใช้กฎหมายปกติไปก่อน เช่น กฎหมายทางอาญา ในการรักษาความสงบและหยุดยั้งความรุนแรง แต่นี่รัฐยังใช้กฎหมายปกติได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ในหลายเหตุการณ์ของหลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าเพียงแค่กฎหมายปกติก็สามารถดูแลความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สุรพงษ์ บอกอีกว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบที่มีความร้ายแรงในครั้งนี้ อาจเข้าข่ายผิดหลักสัดส่วนการระงับความรุนแรงตามสถานการณ์ ซึ่งต้องมีการประกาศจากเบาไปหนัก เรียงลำดับจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วไปพ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบที่สถานการณ์มีความร้ายแรง แต่รัฐบาลได้ข้ามขั้นทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดูไม่น่ารุนแรงถึงขั้นสูงสุด

สุรพงษ์ ให้รายละเอียดว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สามารถต่อได้ครั้งละ 3 เดือนโดยนายกรัฐมนตรี ไม่ผ่านระบบสภา ทำให้ประชาชนไม่สามารถโต้แย้งและตรวจสอบความถูกต้องของการประกาศได้ ซึ่งในต่างประเทศ การประกาศกฎหมายประเภทเดียวกันนั้นต้องผ่านสภาก่อน หรือแม้แต่การกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ในบังคับของศาลปกครอง จึงเป็นไปได้ที่จะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ 7 เครือข่ายสิทธิมนุษยชน ได้แก่ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และศูนย์ข้อมูลชุมชน (ศมช.) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมค้านรัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังไม่อาจถือได้ว่าเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่รัฐตกอยู่ในสถานการณ์อันเป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามความอยู่รอดของชาติ หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ รัฐบาลยังสามารถบังคับใช้กฎหมายปกติในการจัดการสถานการณ์ อีกทั้งการให้อำนาจเด็ดขาดแก่ฝ่ายบริหารในการแก้ไขสถานการณ์ โดยไม่เปิดโอกาสให้องค์กรอื่นๆ ได้ตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ ขัดกับหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบบนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตย

สอดรับกับสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น จนสุ่มเสี่ยงกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจเกินกว่าเหตุละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน พร้อมเตือนว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะต้องอยู่บนหลักการเคารพในสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เหมาะสมกับเหตุ เป็นไปตามหลักการสากล และหลีกเลี่ยงการปราบปรามที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนอย่างสุดความสามารถ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง