
จับเท็จ"ศอ.รส."ชนวนเพิ่มความขัดแย้ง
ต้องยอมรับว่าวีรกรรมที่ผ่านมาของ ศอ.รส. นอกจากจะดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของตัวเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังมีส่วนกระตุ้นความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“ความจริง” กลายเป็นสิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรยากาศที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่ควรจะมีความถูกต้องเที่ยงตรง แต่เอาเข้าจริงกลับพบความคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญความผิดพลาดของข้อมูลนั้นกลับกลายเป็นการเติมเชื้อความรุนแรงให้เกิดขึ้นในสังคม
ชัดเจนที่สุด คือ เหตุการณ์มือมืดปาระเบิดป่วนขบวนผู้ชุมนุมภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถนนบรรทัดทอง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 40 คน ภายหลังการสืบสวนหาข้อเท็จจริง วันที่ 19 ม.ค. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. แถลงภายหลังการประชุม ศอ.รส. ฟันธงว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มที่เดินทางร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม
พร้อมเผยแพร่ภาพจากกล้อง CCTV เป็นชายต้องสงสัย 2 คน คนหนึ่งวางระเบิดแล้วได้หลบเข้าที่กำบังจากนั้นก็เกิดระเบิดขึ้น หลังจากเหตุระเบิดมีชายคนขับรถปิกอัพได้วิ่งออกจากรถเข้าไปหาชายสวมหมวก และหลังเกิดเหตุชายต้องสงสัยทั้งสองคนได้เดินเข้าไปเก็บวัตถุบางอย่างบนพื้นใกล้ๆ กับจุดที่ระเบิด
ทว่า ข้อมูลจาก พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ระบุเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ว่า ระเบิด RGD5 อานุภาพทำลายล้าง 6 เมตร น่าจะขว้างจากด้านบนไม่น่าขว้างจากรถตามที่มีการวิจารณ์ ซึ่งไม่ได้ขว้างจากรถในกลุ่มผู้ชุมนุม
นอกจากนี้ ในวันที่ 19 ม.ค. เวที กปปส.แยกปทุมวัน พิธีกรบนเวทีได้เปิดตัว “สายันต์ แสนอวน” คนขับรถกระบะในจุดที่เกิดเหตุ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่มือระเบิดเพราะคงไม่คิดระเบิดตัวเอง และช่วงเหตุการณ์เมื่อมีเสียงระเบิดจึงวิ่งออกจากรถไปหลบระเบิด ขณะที่ “สมยศ” ผู้ต้องสงสัยอีกคนตามที่ที่ ศอ.รส.แถลง อธิบายว่า วันเกิดเหตุมีชายชุดขาวในคลิปมาบริเวณรถจริง และซึ่งเมื่อเจอสลักระเบิดก็บอกให้เก็บไว้ให้ทหารอย่าให้ตำรวจ
ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับ ศอ.รส. เมื่อก่อนหน้านี้ในเหตุการณ์วันรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง มีภาพเหตุการณ์ตำรวจทุบรถอาสาพยาบาลของกลุ่มผู้ชุมนุม ในวันที่ 26 ธ.ค. ทาง ศอ.รส.ออกมาระบุว่า เป็นตำรวจเทียมเป็นเพียงแค่การจัดฉาก พร้อมบ่ายเบี่ยงว่าภาพชายชุดดำที่ประจำการอยู่บนดาดฟ้าตึกกระทรวงแรงงานไม่ใช่ตำรวจ
แต่ต่อมา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ชายชุดดำบนกระทรวงแรงงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นคนส่งขึ้นไป ส่วนเหตุทุบรถพยาบาลนั้น จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มีผู้ชุมนุมยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนที่จะวิ่งขึ้นรถของอาสาพยาบาล ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปรุมทุบรถเพื่อเอาตัวคนร้าย
อีกประเด็นร้อนที่ ศอ.รส.ราดน้ำมันบนกองฟืน คือ เมื่อครั้ง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ออกมาระบุว่า ผู้ชุมนุมบางส่วนใช้ยาเสพติดปลุกเร้าความกล้าในการปฏิบัติการเสี่ยงความรุนแรง
ประเด็นนี้สร้างกระแสความไม่พอใจของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก เพราะเสมือนกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นม็อบติดยา ทำลายน้ำหนักการเคลื่อนไหวด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง
ย้อนไปก่อนหน้านั้น วันที่ 29 พ.ย. 2556 ศอ.รส.เคยแถลงกรณี สน.นางเลิ้ง ตรวจรถบรรทุกสำนักงานเขตของ กทม.ตรงไปยังพื้นที่ชุมนุม พบความผิดปกติเป็นถุงทราย 250 ถุง และน้ำมันเชื้อเพลิง 4 แกลลอน
ศอ.รส.สันนิษฐานว่า อุปกรณ์ดังกล่าวต้องการให้มวลชนนำไปเป็นฐานเพื่อปีนขึ้นไปภายในพื้นที่หวงห้ามและสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง
ทว่าทาง กทม.ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ว่ารถบรรทุกดังกล่าวเป็นของสำนักงานเขตพระนคร ทรายที่บรรทุกมาจะนำไปถมพื้นที่น้ำท่วมขังโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และโรยตามกระถางต้นไม้ที่ผู้ชุมนุมมักนำเศษอาหารมาทิ้งไว้ เพื่อทำความสะอาดและป้องกันเชื้อโรค ส่วนน้ำมันจะนำไปสำรองเครื่องสูบน้ำที่วัดสามพระยา เนื่องจากระยะนี้อาจมีฝนตก และการจราจรติดขัดมาก จึงจำเป็นต้องสำรองน้ำมันไว้ พร้อมอัด ศอ.รส.ว่าให้ข้อมูลบิดเบือน ทำให้ กทม.เสียหายและสร้างความแตกแยกให้แก่สังคม
ทั้งนี้ จึงต้องยอมรับว่าวีรกรรมที่ผ่านมาของ ศอ.รส. นอกจากจะดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของตัวเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังมีส่วนกระตุ้นความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น







