
2ก.พ.ได้เลือกตั้งแต่เผชิญทางตัน
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เวลานี้คำถามที่ถามกันมากที่สุด คือ “2 ก.พ. จะมีการเลือกตั้งหรือไม่” คำถามดังกล่าวเริ่มส่งเสียงออกมาดังขึ้นเป็นระยะ หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองนับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเสียงปืนและเสียงระเบิดได้ดังขึ้นแบบวันเว้นวัน
ขณะเดียวกันความรุนแรงที่ออกมามีผลให้ท่าทีของทหารเริ่มมีความเขม็งเกลียวมากขึ้น โดยเฉพาะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 7 ม.ค.
“ใครก็ตามที่ทำให้เกิดความรุนแรงคนนั้นจะต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าพวกไหน ถ้าออกมาเมื่อไร ประชาชนตีกันมีการบาดเจ็บล้มตาย เกิดจลาจลรัฐบาลต้องรับผิดชอบในหลักการ”
ถ้อยคำจาก ผบ.ทบ.ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปราะบาง นำไปสู่การตีความได้ว่ากองทัพไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาล และคิดกันไปไกลว่าทหารอาจจะออกมาเป็นผู้ปิดเกมนี้ด้วยตัวเองหากการเมืองยังแก้ด้วยการเมืองไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันร่วมกับท่าทีล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาของทหาร แน่นอนว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.ได้ตามปกติ
อีกเหตุผลสำคัญที่การเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้ตามปกติ คือ การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
แม้ว่าในระยะหลัง กกต.จะมีความเห็นไม่ ลงรอยกับรัฐบาล จน กกต.เองต้องขอให้รัฐบาลเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมือง แต่ กกต.เองยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยไม่แสดงการหักดิบรัฐบาลด้วยการ ลาออกจากตำแหน่งเพื่อหยุดการเลือกตั้ง
ด้านหนึ่งเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยได้จับจ้อง กกต.อยู่พอสมควร โดยเตรียมยื่นฟ้อง กกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทุกช่องทางทันทีที่ กกต.เกียร์ว่างเพื่อล้มการเลือกตั้ง
กกต.จึงไม่มีทางเลือกนอกจากก้มหน้าจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจต่อไป เพียงแต่การเลือกตั้งที่กำลังจะมานั้นอาจมีปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ใหญ่ 2 เรื่อง
1.การได้ สส.ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ถึงการเลือกตั้งจะมีขึ้นได้ตามกำหนดเดิมวันที่ 2 ก.พ. แต่จะได้ สส.ไม่ครบเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญ เพราะมีเขตเลือกตั้ง 28 เขตที่จะไม่มี สส. ซึ่งเป็นผลสืบมาจากการไม่มีผู้สมัคร
สภาผู้แทนราษฎรจะมี สส.มากที่สุดเพียง 472 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ถ้าในพื้นที่ไหนที่มีผู้สมัคร สส.ได้คะแนนไม่ถึง 20% เนื่องจากมีหลายเขตเลือกตั้งในภาคใต้ที่มีผู้สมัคร สส.เขตเพียง คนเดียว
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ประกาศจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อล้มการเลือกตั้งด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้หรือกรุงเทพมหานครบางเขตที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะยิ่งทำให้จำนวน สส.น้อยลงไปอีก
ปัญหานี้กระทบต่อการสถาปนาอำนาจทางนิติบัญญัติของสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาจะมีสถานะทางนิติบัญญัติได้ต่อเมื่อมี สส.หลังจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 95% หรือ 475 คน
ถ้าได้ สส.ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองและตั้งรัฐบาลไม่ได้
2.การตั้งรัฐบาล รัฐธรรมนูญขีดเส้นให้ต้องมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง จากนั้นต้องเลือกประธานและรองประธานสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดสภาเพื่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก
เมื่อไม่สามารถตั้งสภาได้ เพราะมี สส.ไม่ถึง 475 คน ย่อมทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่เลือกประธานสภา นายกฯ และจัดคณะรัฐมนตรี สะดุดทั้งหมด เว้นเสียแต่ว่า กกต.จะสามารถจัดการเลือกตั้งใหม่เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ สส.ครบ 475 คน
ถ้า กกต.สามารถเติม สส.เข้ามาครบตามกฎหมายได้ทัน 30 วัน กระบวนการเพื่อให้ยิ่งลักษณ์เข้าสู่อำนาจจะสามารถเดินไปได้ตามขั้นตอน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นจะมีผลให้เกิดประเด็นที่ต้องมีการตีความในทางกฎหมายทันที
กล่าวคือ ในมุมหนึ่งย่อมตีความได้ว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญขีดเส้นให้ต้องดำเนินการสถาปนาอำนาจนิติบัญญัติและบริหารภายใน 30 วันแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ทันจะสามารถเลือกประธานสภาและนายกฯ หลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวได้หรือไม่
สมมติถ้าทำไม่ได้จะกระทบต่อผลการเลือกตั้ง 2 ก.พ.อย่างมีนัยสำคัญขึ้นมาทันที เพราะจะเกิดการตีความว่าผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากไม่อาจสามารถนำไปสู่การตั้งสภาและรัฐบาลได้ ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเกิดสุญญากาศ
ในทางกลับกันต่อให้มี สส. 475 คน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพรรคเพื่อไทยจะได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลได้อย่างสงบสุข โดยปราศจากการต่อต้านของกลุ่ม กปปส.
จากปัญหาที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ กกต.เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันนี้ 2 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้จะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่ได้หรือไม่ และ 2.อำนาจในการกำหนดวันเลือกตั้ง สส.ใหม่เป็นอำนาจขององค์กรใดระหว่าง กกต.กับ ครม.
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คาดว่าจะมีขึ้นนั้นกำลังจะเข้ามาเป็นผู้ตัดสินศึกนี้อีกครั้ง
โดยหากคำวินิจฉัยของศาลเข้าทาง กกต.ที่ชี้ขาดให้ กกต.ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายมีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้ง แน่นอนว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.จะไม่มีทางเกิดขึ้น เนื่องจาก กกต.ได้แสดงจุดยืนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนเพื่อให้การเมืองเกิดความสงบ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งในภาวะที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาอย่างที่บางฝ่ายได้วาดฝันเอาไว้







