
สื่อนอกผวาการเมืองไทยถล่มม็อบรายวัน ศก.ทรุดหนัก
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ย่างเข้าสู่เดือนที่สามของการเดินหน้าชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่ได้ยกระดับความเข้มข้นของการชุมนุมด้วยการปิดทางสัญจรในพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย เพื่อหวังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มที่เสนอให้จัดตั้งสภาประชาชน ปฏิรูประบบการเมืองการปกครองประเทศ ก่อนจัดให้มีการเลือกตั้งต่อไป
ทั้งนี้ การชุมนุมประท้วงที่กินเวลายืดเยื้อ จำนวนผู้เข้าร่วมที่เพิ่มความหนาแน่น แนวทางการชุมนุมที่เริ่มหนักหน่วง และการประกาศจุดยืนของแกนนำอย่างชัดเจนแข็งกร้าวว่าจะไม่เจรจา รวมถึงเหตุรุนแรงนองเลือดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 คน นับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมประท้วงในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2013 จนถึงปัจจุบัน และทำให้ตัวเลขยอดผู้บาดเจ็บเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ ส่งผลให้สื่อต่างชาติแทบทุกสำนักยังคงตามเกาะติดรายงานความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยแบบวันต่อวัน
โธมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า แม้ความรุนแรงรายวันที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะไม่ได้จัดหนักจัดเต็มเทียบเท่าระดับที่เคยเห็นในช่วงขัดแย้งวุ่นวายในปี 2010 ที่เปลี่ยนให้พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ คล้ายกับอยู่ในเขตสงคราม แต่กระนั้น ก็นับเป็นอีกครั้งที่มีการใช้อาวุธสงครามบนท้องถนนของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นการสะท้อนรากเหง้าของปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนของประเทศไทย ที่ส่งผลต่อความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนในสังคม
ด้านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ได้ประยุกต์ปรับเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอข่าวของไทย โดยสลับจากการเขียนรายงานข่าวรายวัน เป็นการประมวลภาพสถานการณ์รายวันแทน เพื่อช่วยให้ภาพบอกเล่าเรื่องราวว่าสถานการณ์ในไทยเริ่มเลวร้ายจนน่าวิตกว่า แดนสุวรรณภูมิแห่งนี้กำลังก้าวเข้าสู่วงจรรุนแรงทางการเมืองที่ไร้ทางออก
ทั้งนี้ สื่อหลายสำนักระบุว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลไทยจะตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเต็มที่ในการจัดการควบคุมการชุมนุมประท้วง ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกต่อเนื่องจากพรก.ฉุกเฉินทำให้ง่ายต่อการเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม จนกลายเป็นชนวนขัดแย้งลุกลามบานปลายเหมือนการชุมนุมประท้วงในหลายครั้งที่ผ่านมา
นอกเหนือจากจะตามติดรายงานข่าวในประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้า หรือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงจากทั้งทางรัฐบาล ทางทหาร และทางกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งยังไม่ค่อยมีประเด็นใหม่ๆ ให้นำเสนอสักเท่าไรนัก แต่ละสำนักข่าวก็เริ่มแตกแขนงหันมาจับประเด็นเฉพาะด้านกันมากขึ้น โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจล่าสุดและถูกนำมาเชื่อมโยงกับการชุมนุมทางการเมืองของไทยก็คือ ความเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังของชาติ หรือชาวนาไทย
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ปัญหาในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทย ที่ล่าสุดกำลังถกเถียงในเรื่องของแหล่งเงินที่จะนำมาจ่ายให้ชาวนา กำลังทำให้ชาวนาไทยบางส่วนหมดความอดทน ถึงขั้นลุกขึ้นมาประกาศขู่จะเปลี่ยนขั้วมาเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่ม กปปส. โดยนับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าวิตกสำหรับรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งมีฐานเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดและส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา
ทั้งนี้ ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนสำหรับการซื้อข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลให้คำมั่นจะรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายอยู่ในท้องตลาด บวกกับปัญหาขาดทุนมหาศาล เนื่องจากรัฐไม่สามารถขายข้าวราคาแพงภายใต้ราคาที่รับซื้อมานี้ให้กับตลาดข้าวโลกได้ ได้สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ค่อยๆ สั่งสมมาเรื่อยๆ จนมาปะทุในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ ตามพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ก่อนค่อยๆ ขยายลุกลาม จนนำไปสู่การลงขันตั้งทีมทนายเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล หลังไม่ได้รับเงินตามสัญญานานแล้ว 34 เดือน
ต่อเนื่องจากแนวโน้มที่ชาวนาจะเปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยังคงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำนำข้าว โดยนอกจากจะทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เสียฐานเสียงสนับสนุนแล้ว หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ในสหรัฐ และสถานีโทรทัศน์บีบีซี นิวส์ ของอังกฤษ ยังรายงานว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าโครงการดังกล่าวมีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ภายในรัฐบาล ซึ่งจะยิ่งทำให้ความเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลของกลุ่ม กปปส.ในขณะนี้มีน้ำหนักและสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่รายงานไม่ได้ก็คือ ประเด็นด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ความยืดเยื้อของการชุมนุมประท้วง กำลังบีบรัดให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาวะลำบากแสนสาหัส ท่ามกลางการเติบโตของประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ทุนต่างชาติน่าจะไหลกลับสู่ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการใช้คิวอี
ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า แม้การชุมนุมจะไม่ได้ปิดกรุงเทพมหานครทั้งหมด แต่การปิดพื้นที่สำคัญซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจก็เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย เคียวอิจิ ทานาดะ ประธาน โตโยต้า ประเทศไทย ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ระบุว่า สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ สถานการณ์การเมืองของไทยอาจบีบให้มองหาโอกาสในที่แห่งใหม่ แต่สำหรับคนที่ลงทุนฝังรากในไทยไปแล้ว แม้จะไม่หนีหาย ทว่าก็ไม่คิดลงทุนเพื่อขยับขยายเพิ่มเติมใดๆ ในไทยได้เช่นกัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติหันมาจับจ้องท่าทีและความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากขึ้น ว่าจะตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่
ซีเอ็นบีซี ได้รายงานอ้างความคิดเห็นจาก ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคอาเซียน ซึ่งระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ ธปท.จะตัดลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อคำนึงถึงแนวโน้มการเติบโตที่เผชิญแต่ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจทรุดฮวบมากขึ้น
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับความเห็นของ วิษณุ วราธาน นักเศรษฐศาสตร์ตลาดจากมิซูโฮะ คอร์เปอเรต แบงก์ ที่มองว่าระดับเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ 1.67% ทำให้ ธปท.สามารถตัดลดอัตราดอกเบี้ยได้ เพียงแต่ตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ ผลกระทบจากการตัดสินใจของเฟดเป็นหลัก เพราะหากเฟดทำให้ทุนไหลออกจากภูมิภาคนี้หนักขึ้น การตัดลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.จะเป็นอันตรายที่ซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยได้ทันที
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าทางออกของประเทศไทยจะเป็นไปในรูปแบบใด แต่ความบอบช้ำที่ได้รับครั้งนี้อาจต้องใช้เวลายาวนานในการเยียวยาแน่นอน







