posttoday
ธปท.ขี่ม้าขาวพยุง ศก.ไทย

ธปท.ขี่ม้าขาวพยุง ศก.ไทย

22 มกราคม 2557

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ชลลดา อิงศรีสว่าง

สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในสายตาของนักธุรกิจและนักวิชาการไทย และในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ขณะนี้แทบไม่แตกต่างกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถดถอยจากปัญหาการเมืองเป็นตัวฉุดรั้งที่สำคัญ สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาการเมืองที่ขยายปมจากการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง นิรโทษกรรมให้แม้แต่ผู้ที่ต้องคดีคอร์รัปชั่น เมื่อเดือน พ.ย. 2556 ได้ทำให้ม็อบต่อต้านรัฐบาลจุดติด และขยายวงลุกลามใหญ่โตมาจนถึงปัจจุบัน และยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงอย่างไร

ปัญหาการเมืองเพิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับเศรษฐกิจในปีนี้ จากเดิมที่ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจมาจากหนี้ครัวเรือนของคนไทยที่พุ่งสูงขึ้นจนมีมูลค่าถึง 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลในโครงการรถคันแรก และค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเหตุ

หนี้ครัวเรือนเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจที่สำคัญในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา เพราะเกรงจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชน เพราะรัฐบาลเองก็ใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ผ่านโครงการรับจำนำข้าว และโครงการรถยนต์คันแรกอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐก็ประกาศว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในต้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อเงินไหลออกจากภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย กลับไปยังตลาดสหรัฐ

ตัวนโยบายดอกเบี้ยนั้นได้สร้างปัญหาวิวาทะหลายครั้งระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. จนเป็นเรื่องราวตลอดปีที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจ้องจะเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท.

อย่างไรก็ดี การส่งออกที่ชะลอตัวลงจนกลายเป็นขยายตัว 0% และสภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มนิ่ง ทำให้ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เมื่อเดือน พ.ค. และลดดอกเบี้ยอีก 0.25% จาก 2.5% เหลือ 2.25% ในการประชุม กนง.ครั้งสุดท้ายของปี เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556

การลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีที่แล้ว ไม่ใช่ กนง.ตามใจการเมือง แต่เป็นเพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรวดเร็วจนเกินไป มีความเปราะบางของความเชื่อมั่นทางการเมือง

และการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 2 ได้รับการตอบรับจากธนาคารพาณิชย์ทันที โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR 0.25% เงินฝากประจำลด 0.050.15%

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยจะเป็นการดำเนินการชดเชยนโยบายการคลังที่ทำงานไม่ได้ เพราะปัญหาการเมืองซึ่งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอยู่ และกลุ่ม กปปส. ได้ยกพวกไปปิดล้อมสถานที่ราชการ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ทำให้การเบิกจ่ายเงินและโครงการลงทุนต่างๆ หยุดชะงักลงทันที

ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้คงจะดูไม่จืด เพราะทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก การบริโภคในประเทศ รวมทั้งการลงทุนภาครัฐก็ไม่เกิดขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ไม่ดีกว่าปีที่ผ่านมาสักเท่าไหร่

ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า นโยบายการเงินที่เหมาะสม คือ นโยบายที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ขณะนี้ความเสี่ยงการเติบโตมีมากกว่าเงินเฟ้อ บวกแรงกระตุ้นการคลังมีน้อยกว่าที่คาด การเบิกจ่ายมีปัญหา นโยบายการเงินจึงควรผ่อนคลาย

นักวิเคราะห์คาดว่า ในปีนี้จะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ ธปท.ตลอดทั้งปี ในปีนี้บทบาทการพยุงเศรษฐกิจของ ธปท.จะชัดเจนมาก ซึ่ง ธปท.เคยช็อกตลาดมาแล้วด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายรวดเดียว 1% ในปลายปี 2551 จาก 3.75% เหลือ 2.75% ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตซับไพรม์ การส่งออกหดตัวแรง ธปท.ก็ใช้ยาแรงในการดูแลเศรษฐกิจ

ในวันที่ 22 ม.ค. บอร์ด กนง.จะประชุมครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งถูกจับตาจากตลาดเงินมากว่าจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงหรือไม่

พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตบอร์ด กนง. กล่าวว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ลดดอกเบี้ยก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง

เหตุผลที่จะทำให้บอร์ด กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ย มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัว ทั้งจากการใช้จ่ายของภาครัฐ การส่งออกที่ไม่ดี การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง การท่องเที่ยวของต่างชาติที่ลดลง การลดดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยกระตุ้นจิตวิทยา แม้ว่าการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์อาจยังไม่มีการลดตาม

อย่างไรก็ดี เหตุผลที่ กนง.จะไม่ลดดอกเบี้ยลงก็มี เพราะขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มต้น การส่งออกอาจจะดีกว่าที่คาด เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้น การลดดอกเบี้ยอาจจะไปเริ่มลดครั้งละ 0.5% หรือลดถึง 1% รวดเดียว อย่างที่ กนง.เคยทำมาแล้วก็ได้ เมื่อเห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนหลังไตรมาสแรกไปแล้วก็ยังทัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การประชุม กนง.ครั้งแรกของปีในวันที่ 22 ม.ค.นี้ มุมมองต่อการตัดสินใจในเชิงของ กนง.ในรอบนี้มีความก้ำกึ่งกันค่อนข้างมากระหว่างการเลือก “ปรับลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อสะท้อนการบริหารจัดการผลกระทบจากความเสี่ยงการเมืองต่อเศรษฐกิจไทยในลักษณะเชิงรุก และการเลือก “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าโอกาสที่ กนง.อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนยังมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจาก กนง.ยังสามารถรอข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะตัวเลขส่งออก รวมถึงพัฒนาการของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้นได้อีกระยะ ก่อนที่จะประกาศท่าทีเชิงนโยบายซึ่งถ้าหากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการดูแล ก็สามารถดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดการประชุมอย่างเป็นทางการที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2557 พร้อมกับวางแนวทางรับมือที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงมาตรการเสริม อื่นๆ นอกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อประกันว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถประคองการเติบโตไว้ได้ตลอดระยะที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ก็ยังไม่น่าจะเป็นการดำเนินการที่ช้าเกินไป

รอดูสถานการณ์การเมือง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics)ประเมินว่า หลังจากที่ กนง.ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ดังนั้น ในการประชุมครั้งแรกของปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคม ที่จะถึงนี้ ยังคงมุมมองที่ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.25 เป็นอัตราที่เหมาะสม สำหรับสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แม้ภาพความไม่สงบทางการเมืองจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันดูไม่ค่อยสวยนัก แต่การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า อาจยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการกู้ยืมของผู้บริโภค และธุรกิจเอกชน

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่มองว่า กนง. น่าจะพิจารณาคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ เนื่องจากหากลองพิจารณาบริบทเทียบกันของสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันกับในช่วงปี 2553 จะพบว่า ในมิติความรุนแรงทางการเมือง นั้น สถานการณ์ในช่วงสามปีก่อนมีความรุนแรงกว่ามาก สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่พัฒนารุนแรงไปถึงจุดนั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 กนง. ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย แต่ได้แสดงความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายใดๆ หากมีผล กระทบที่เกิดขึ้นจากการเมืองต่อเศรษฐกิจ โดยอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในประเทศแม้อยู่ระดับต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 1) แต่คาดว่าจะเร่งตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

นอกจากนี้ การตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการหั่นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา จะเริ่มส่งผลไปยังภาคเศรษฐกิจจริงอย่างช้าๆ โดยมาตรการดังกล่าวจะเห็นผลเต็มที่ในไตรมาสสองของปีนี้ ดังนั้น ทางเราจึงเชื่อว่า กนง. จะยังเก็บเครื่องมือไว้จนกว่าภาพเศรษฐกิจจะชัดเจนกว่านี้

อดีตบอร์ดกนง.คาดการประชุมพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย กระตุ้นจิตวิทยา สร้างกระแส "ข่าวดี" เอื้อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นกับ "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ว่า ในการประชุมกนง.ในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นจิตวิทยาการลงทุน สร้างกระแสข่าวดี เอื้อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และช่วยลดภาระหนี้ให้กับผู้กู้

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 2.25%

ส่วนสาเหตุที่ทำให้บอร์ด กนง.ตัดสินใจลดอกเบี้ย นายพรายพล กล่าวว่า มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัว ทั้งจากการใช้จ่ายของภาครัฐ การส่งออกที่ไม่ดี ซึ้งไม่แน่ใจว่าต้นปีนี้จะขยายตัวได้ดีหรือไม่ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทารการเมือง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง การท่องเที่ยวของต่างชาติที่ลดลง

อดีตกรรมการนโยบายการเงิน ให้ความเห็นว่า โดยรวมแล้ว เครื่องยนต์ 45 เครื่อง มีปัญหา เชื่อว่า กนง.น่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นจิตวิทยา แม้ว่าการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยไปยังแบงก์อาจยังไม่มีการลดตาม ซึ่งกนง.อาจมีการนำประเด็นนี้ไปชั่งน้ำหนักด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่สูงมากนัก ทำให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท