
ทางออกวิกฤต...ตามประวัติศาสตร์
ท่ามกลางความอึดอัดของคนไทยต่อสื่อต่างประเทศที่ขาดความเข้าใจ ได้มีบทความ “History shows way out of Thai conflict” ประวัติศาสตร์ชี้ทางออกจากความขัดแย้ง โดยนายเจฟฟรี เรซ (Jeffrey Race) ลงในเอเชียไทมส์ออนไลน์
ท่ามกลางความอึดอัดของคนไทยต่อสื่อต่างประเทศที่ขาดความเข้าใจ ได้มีบทความ “History shows way out of Thai conflict” ประวัติศาสตร์ชี้ทางออกจากความขัดแย้ง โดยนายเจฟฟรี เรซ (Jeffrey Race) ลงในเอเชียไทมส์ออนไลน์
นายเรซ ปฏิเสธทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างคนรวยคนจน คนเมืองคนชนบท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในความเข้าใจของสื่อนานาชาติที่รับอิทธิพลของล็อบบี้อิสต์หลายเจ้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ คอร์รัปชั่นก็มักถูกมองว่าเป็นเพียงข้อกล่าวหาของกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งต่ออีกกลุ่ม
ตรงนี้ผู้เขียนขอเสริมด้วยข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างนายอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) ที่มีต่อสถานการณ์ชุมนุมปี 2553 : ที่ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างคนจนกับคนรวยนั้น มีความผิดปกติมากที่กลุ่มคนจนนำโดยคนไทยที่ร่ำรวยที่สุด!
นายเรซ เห็นว่าทุกแง่มุมของวัฒนธรรมไทยอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาพุทธเถรวาท คือทาง “สายกลาง” และมรรค 8 แม้แต่พระมหากษัตริย์สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ยังใช้อำนาจภายใต้ทศพิธราชธรรม
หลักความพอเพียงทำให้นักการเมือง (ที่ทุจริต) ก็ทุจริตอย่างพอประมาณ (Moderately Corrupt) และยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งนำไปสู่การยอมถอยเพื่อ “ไปต่อ” คือ “ปล่อยวางเพื่อไปทำอย่างอื่น” (Move On) ...ไปพร้อมกับสิ่งที่ได้สะสมมา
ในอดีตไม่เคยมีใครพยายามจะครอบงำเศรษฐกิจและการเมืองแบบเบ็ดเสร็จอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และความขัดแย้งรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นจบลงได้ด้วยการยอมถอยของผู้กุมอำนาจที่ยอมรับว่าเวลาของตัวหมดแล้ว นายเรซ ยกตัวอย่างนายปรีดี พล.ต.อ.เผ่า จอมพลถนอมประภาส ที่ต่างก็ยอมถอยออกไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราวบ้าง ชั่วชีวิตบ้าง
รวมทั้งในหลวงรัชกาลที่ 7 ที่ทรงสละราชสมบัติและแปรพระราชฐานไปต่างประเทศจนสิ้นพระชนม์ ตรงนี้ต้องเพิ่มเติมว่าการที่ทรงยอมรับการปฏิวัติในปี 2475 เป็นการถอยที่โดดเด่นมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้การเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้โดยไม่เกิดสงครามกลางเมือง
การที่ทักษิณไม่เดินตาม “ทางสายกลาง” แต่ใช้ “ทางของข้า” ทำให้เกิดความขัดแย้งทางค่านิยมอย่างรุนแรง นายเรซ คิดว่าแม้การปฏิรูปกระบวนการประชาธิปไตยที่เรียกร้องกันอยู่ ก็ไม่ได้แก้ที่สาเหตุของปัญหาตรงนี้
ตระกูลชินวัตรใช้รัฐบาลเป็นเสมือนธุรกิจ (ผูกขาด) อันหนึ่ง พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกิจ การเปิดทางให้คนจนด้วยประชานิยมต่างๆ เป็นเพียงกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และจะถูกละทิ้งเมื่อไม่มีความจำเป็น
การเมืองจะมีเสถียรภาพได้ก็ต่อเมื่อมีความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมของนักการเมืองกับความคาดหมายตามวัฒนธรรม แต่ทักษิณไม่ยอม “แบ่งปัน” และไม่ยอม “ปล่อย” อีกนัยหนึ่ง ไม่มีคำว่า “พอ”
นายเรซ เคยอ่านคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย และเห็นว่าศาลเป็นธรรมทีเดียว นอกจากความผิดกฎหมายที่ชัดเจนแล้ว การที่ศาลตัดสินยึดทรัพย์แต่เพียงบางส่วน คืนส่วนที่ไม่ชัดเจนว่ามาจากการใช้อำนาจรัฐฉ้อฉลนั้น เป็นเสมือนคำเชิญแบบไทยๆ ให้ถอยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอย่างสบายๆ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ยอมรับ
เขาสรุปว่ามี 2 เงื่อนไขที่จะเป็นทางออกให้ประเทศไทย
1.วิกฤตความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นี้ จะจบได้เมื่อทักษิณและครอบครัวยอม “เสียสละ” เหมือนกับผู้มีอำนาจในอดีตทุกคนตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมา
2.เพื่อให้เกิดเสถียรภาพอย่างแท้จริง ต้องมีการยกระดับของชนบทไทย (Program for Rural Uplift) เพราะความเหลื่อมล้ำตรงนี้เป็นสิ่งที่ตระกูลชินวัตรนำมาตักตวงผลประโยชน์อย่างแยบยล อีกนัยหนึ่ง เป็นการลบเงื่อนไขที่ทำให้ระบอบทักษิณดำรงอยู่ได้ เขาแสดงความฉงนสนเท่ห์ว่าไม่มีกลุ่มการเมืองใดเสนอทางออกแข่งขันกับทักษิณ ทั้งๆ ที่เป็นตลาดที่มีพื้นที่ใหญ่มาก จะมีก็เพียงพรรคกิจสังคมในอดีต
ต่อเงื่อนไขแรก ผู้เขียนอยากสะท้อนว่าตระกูลชินวัตรคงไม่เข้าใจคำว่าเสียสละ ที่มีนัยว่าทำเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อส่วนรวม แต่ถ้าเป็นการสละเฉยๆ คือการปล่อยวางเพื่อให้ตัวเองได้พ้นทุกข์ อาจจะพอเป็นไปได้ คงไม่ง่ายทั้งคู่ แต่ก็ไม่หนีคำตอบว่าวิกฤตจะคลี่คลายโดยไม่นองเลือดได้ ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจที่ขาดความชอบธรรมแล้วยอมถอยออกไป เพราะเป็นทางออกที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะสละเอง หรือจะถูกกดดันก็ตาม
ต่อเงื่อนไขหลัง การวิเคราะห์ของนายเรซขาดมุมมองด้านอุดมการณ์และบทบาทของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่ผู้เขียนยอมรับว่านายเรซคงมองไม่เห็นจริง แม้จะได้เฝ้าดูการเมืองไทยมานาน 45 ปี ก็เป็นความท้าทายสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะตอบโจทย์นี้ ในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน มิใช่ธุรกิจการเมือง
แต่หนทางเดียวที่จะตอบโจทย์ได้ อาจอยู่ที่กติกา เพราะหากยังสามารถใช้นโยบายประชานิยมประมูลให้ชนะเลือกตั้งได้ ก็คงหนีไม่พ้นวัฏจักรของธุรกิจการเมืองที่เต็มไปด้วยทุจริตคอร์รัปชั่น และอาจจะที่มีคนสุดโต่งเข้ามาอีก แต่หากสามารถควบคุมประชานิยมได้ระดับหนึ่ง ก็จะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่รับผิดชอบต่อส่วนรวมแข่งขันได้
ตรงนี้...และในมิติอื่นๆ การปฏิรูปเป็นคำตอบ จะสำเร็จหรือไม่ต้องลองทำดู ดีกว่าปล่อยให้ปัญหาท้าทายกติกาต่อไป







