
คลังผวากู้เงินค่าข้าวผิดกม.
กกต.เปิดทางรัฐบาลกู้เงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาได้ และไม่รับพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้
กกต.เปิดทางรัฐบาลกู้เงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาได้ และไม่รับพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า กกต.มีมติไม่มีอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เรื่องปรับปรุงแผนโครงสร้างหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2557 โดยพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายการใช้อำนาจตามมาตรา 181(1) (2) (4) ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจที่รัฐบาลจะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเกี่ยวกับรถไฟ การจำนำข้าว รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง
ดังนั้น การจะกู้เงินจำนวน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาที่ถือใบประทวน รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนที่นายกฯจะประกาศยุบสภา
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่ กกต. ไม่พิจาณาการกู้เงินรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยให้รัฐบาลตัดสินใจเอง ซึ่งหาก ครม.รักษาการมีมติให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท ทางกระทรวงการคลังจะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าการออกมติ ครม.ชอบหรือไม่ เพื่อไม่ให้การดำเนินการผิดพลาดเหมือนครั้งที่คลังทำหวยบนดิน ซึ่งเป็นการทำตามมติ ครม. แต่ภายหลังศาลตัดสินว่ามติ ครม.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้บริหารคลังบางคนมีความผิดไปด้วย
ด้าน น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 1 ปี 2557 ซึ่งภาพรวมการก่อหนี้ลดลง 5,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 อีก 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากมีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่กู้น้อยลง จึงทำให้ภาพรวมการก่อหนี้ลดลง
ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3กันยายน 2556 ให้รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำปี 2556/2557 ซึ่งมีวงเงินรวม 2.7แสนล้านบาท
ครงการนี้เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2556และได้ออกใบประทวนให้เกษตรกรไปแล้วมีวงเงินประมาณ 1แสนล้านบาท ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ทยอยจ่ายเงินไปแล้วบางส่วน
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ระบุว่า ชาวนาที่ได้รับใบประทวนจากโครงการรับจำนำข้าว แต่ยังไม่ได้รับเงินจาก ธ.ก.ส. จนได้รับความเดือดร้อน มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น และไม่มีเงินใช้จ่าย สามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย ทั้งคดีแพ่งและอาญา
ทั้งนี้ สภาทนายความจะรับดำเนินการใน 3 กรณี คือ กลุ่มที่ ถูก ธ.ก.ส. ผิดนัดชำระหนี้ โดยต้องดำเนินการฟ้องร้องกับ ธ.ก.ส. ก่อน ในฐานะลูกหนี้โดยตรง ฐานผิดนัดชำระหนี้ เป็นจำเลยที่ 1 ต่อเนื่องไปถึงรัฐบาล เป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินนโยบาย และพรรคการเมือง เป็นจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้มีการจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ในอัตรา 7% โดยแล้วแต่ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาค่าเสียหายที่ต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก
กรณีที่ 2 ผิดสัญญารับจำนำข้าว คือ เกษตรกรที่มีใบประทวน แต่ ธ.ก.ส. ปฏิเสธการรับใบประทวน โดยสามารถสั่งฟ้อง ธ.ก.ส. ให้รับจำนำ และกรณีที่ 3 ที่ชาวนานำข้าวเข้าโครงการรับจำนำกับโรงสีแล้ว แต่ไม่ได้รับใบประทวน อาจจะพิจารณาว่า เข้าข่ายยักยอกหรือฉ้อโกงหรือไม่
นายเดชอุดม กล่าวว่า ชาวนาสามารถรวมกลุ่มกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ และมอบอำนาจให้ตัวแทน เพื่อไปเป็นพยานในชั้นศาลต่อไป โดยจะพยายามเร่งดำเนินการฟ้องให้เร็วที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาการดำเนินการฟ้องร้องประมาณ 2 เดือน และยืนยันว่า ชาวนาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเว้นแต่ค่าธรรมเนียมศาล แต่ทางสภาทนายความจะดำเนินการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมให้
ขณะที่ชาวนาที่มาร้องเรียนต่อสภาทนายความ ยืนยันว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทุกวันนี้ไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายแม้ซื้ออาหารกินในแต่ละวัน
ขณะเดียวกัน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากไม่สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบ ให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กู้ยืมเงิน 143,000 ล้านบาทได้ และไม่สามารถให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายได้ ขอให้รัฐบาลคืนข้าวเปลือกให้เกษตรกร ที่นำมาจำนำในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูการผลิต 2556/57.ข่าววันที่ 21 ม.ค.
โพสต์ทูเดย์ ทนุศักดิ์ เต้นสั่ง ธ.ก.ส. เร่งคลอดสินเชื่อบรรเทาความเดือนร้อนชาวนากว่า 1 ล้านราย ที่ยังไม่ได้เงินจำนำข้าว ภายใน 3 วัน จากนี้
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รักษาการ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบให้ผู้บริหาร ธ.ก.ส. ไป
เร่งคิดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรประกาศใช้ภายใน 23 วันจากนี้ หากผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ก.ก.ต. จะขอใช้เวลาในการพิจารณา หรือไม่อนุมัติให้กระทรวงการ
คลังกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท ทั้งนี้ยืนยันว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาโครงการรับจำนำจะไม่กระทบต่อเงินฝากของประชาชน
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. จะเพิ่มความช่วยเหลือจากมาตรการเดิมที่เปิดให้ชาวนาที่มีใบประทวนแต่ยังไม่ได้รับเงินขอขยายเวลาการชำระหนี้ได้อีก 1 ปี โดยไม่คิดเบี้ยปรับ 3 % รวม
ถึงปล่อยกู้เพิ่มให้ไม่เกิน 20 % ของมูลค่าใบประทวน ซึ่งมีเตรียมวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท โดยมาตรการใหม่ที่จะออกมาต้องอยู่บนเงื่อนไขปกตืเป็นมาตรการที่ฝ่ายจัดการอนุมัติได้ไม่ต้อขอมติจากคณะรัฐมนตรี ( ครม. )
แหล่งข่าว ธ.ก.ส. กล่าวว่า ชาวนาไม่ยอมมากู้เงินฉุกเฉินที่ ธ.ก.ส. เตรียมไว้ 5,000 ล้านบาท เพราะเห็นว่ามีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 7 % ต่อปี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของชาวนารวมทั้งต้องหาหลักประกันเพิ่ม
คือ คนค้ำประกัน 2 คน จึงทำให้ชาวนาบางส่วนกู้เงินไม่ได้ ซึ่งทางฝ่ายจัดการ ธ.ก.ส. ก็ลำบากใจเพราะดอกเบี้ยที่ระดับลูกค้าชั้นดีหรือ เอ็มแอลอาร์ ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในระบบของธนาคารแล้วไม่สามารถลด
ดอกเบี้ยลงได้มากกว่านี้ เพราะจะผิดระเบียบการให้สินเชื่อ รวมทั้งการมีรัฐบาลรักษาการทำให้ ธ.ก.ส. ไม่สามารถเสนอขอ ครม. เพื่อชดเชยดอกเบี้ยได้
ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าจะไปขยายวงเงินที่ปล่อยกู้เพิ่มจาก 20 % เป็น 50 % ของมูลค่าใบประทวน ซึ่งคาดว่า ธ.ก.ส. น่าจะใช้เงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้ชาวนากว่า 1 ล้านรายที่มีใบประทวนแต่ยังไม่รับเงินรอบนี้เป็น
เงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. มีเงินพร้อมจ่ายในโครงการรับจำนำ 5.66 หมื่นล้านบาท ล่าสุดอนุมัติจ่ายไปแล้ว 5.1 หมื่นล้านบาท จากใบประทวนที่ออกไปแล้วกกว่า 10.49 ล้านตัน
เป็นเงินกว่า 1.73 แสนล้านบาททั้งนี้คาดว่าเมื่อสิ้นฤดูกาลผลิตนี้ในเดือน ก.พ. จะมีข้าวเข้าโครงการราว 1.8-1.9 แสนล้านบาท ส่วนเงิน 1.3 หมื่นล้านบาทที่กระทรวงการคลังจะกู้มาให้เต็มกรอบวงเงินกู้ 4.1 แสน
ล้านบาทนั้น ไม่สามารถเอามารับจำนำได้เพราะเป็นการใช้กู้ให้เต็มกรอบเก่าที่มีการสำรองเงินไปแล้ว
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธนาคารยังไม่เจอลูกค้าแห่ถอนเงินฝากถึงขั้นต้องปิดสาขา ยอดเงินฝาก ณ 20 ม.ค. อยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท เพิ่มจากต้นปี 1.25 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น
การเพิ่มของลูกค้าเงินฝากรายย่อย ที่เหลือเป็นเงินฝากส่วนราชการ ยอดไถ่ถอนสลากยังปกติ โดยชุดล่าสุดที่มียอดไถ่ถอน 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะนี้มีลูกค้าขอซื้อสลากต่อแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท มีสภาพคล่อง
ส่วนเกิน 1.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 18 % สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธ.ป.ท. กำหนด







