
นายกฯชวนแดงยุติก่อน15พ.ค.
นายกฯย้ำแผนปรองดอง5ข้อคืออนาคตของประเทศยันไม่นิรโทษกรรมกลุ่มก่อการร้าย พูดชัด เสธ.แดงขวางแกนนำยุติชุมนุม ทักษิณไม่พอใจโรดแมป ราชประสงค์เสี่ยงรุนแรงสูง
นายกฯย้ำแผนปรองดอง5ข้อคืออนาคตของประเทศยันไม่นิรโทษกรรมกลุ่มก่อการร้าย พูดชัด เสธ.แดงขวางแกนนำยุติชุมนุม ทักษิณไม่พอใจโรดแมป ราชประสงค์เสี่ยงรุนแรงสูง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายเชื่อมั่นประเทศไทยกับ “นายกฯอภิสิทธิ์” ว่า เรื่องแผนการปรองดอง 5 ข้อ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประกาศวันเลือกตั้งและวันยุบสภาและการปรองดองกับผู้ก่อการร้ายนั้น ขอเรียนให้ชัดว่า แผนทั้ง 5 ข้อ ไม่มีตรงไหนที่จะไปปรองดองกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่กระทำการที่ผิด กฎหมาย เพราะในแผนทั้ง 5 ข้อไม่มีเรื่องการนิรโทษกรรมในคดีอาญาต่าง ๆ ผู้ที่กระทำความผิดมีความผิดเหมือนเดิม จะต้องถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม
เป้าหมายของเราก็คือการจับกุมดำเนินคดี ซึ่งในขณะนี้ก็จะเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ก็ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถจับกุมทั้งคน ทั้งมีการยึดอาวุธ มีการสอบสวนแล้วสามารถที่จะขยายผลมองเห็นภาพของเครือข่ายของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอย้ำ ไม่มีตรงไหนเลยในแผนของการปรองดองที่บอกว่า เราไปจับมือไปสมยอมไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ส่วนตัวได้พูดมาตลอดว่า การแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองด้วย และตนเองไม่เคยปฏิเสธแนวคิดยุบสภา และเคยพูดว่า การยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีเงื่อนไข 3 เงื่อนไข 1. เศรษฐกิจฟื้น 2. เราตกลงกันเรื่องกติกาได้ และ 3. บรรยากาศ ของบ้านเมืองนั้นเอื้ออำนวยให้มีความสงบสุข ฉะนั้น การที่พูดถึงเรื่องของการที่จะมีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ยังอยู่บนพื้นฐานหลักคิดเดิม ไม่ใช่เป็นเรื่องของการจำนนต่อการเรียกร้องโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเขาเรียกร้องหมายถึงว่า ยุบสภากันวันนี้ พรุ่งนี้ 15 วัน 30 วัน แต่ได้บอกว่าจะมีการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการเข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดอง
รูปธรรมที่เราต้องการจะเห็นก็คือ 1. การชุมนุมเคลื่อนไหวในทางการเมือง ซึ่งผิดกฎหมายในขณะนี้ต้องยุติลง นอกจากนั้นในระยะเวลาจากวันนี้ไปจนถึงการยุบสภาหรือการเลือกตั้งนั้น จะต้องมีรูปธรรมชัดเจนของการร่วมกันทำงานกัน ให้รัฐบาล ให้รัฐสภา ให้พรรคการเมือง ให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ นั้นสามารถทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมายได้โดยไม่มีการขัดขวาง คงไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันลอย ๆ แต่การไปลงพื้นที่ของนักการเมืองต่อจากนี้ไป นักการเมืองทุกฝ่ายต้องมาประสานกัน ว่าไปลงพื้นที่ได้ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีความรุนแรง ถ้าทำได้ ผมก็บอกว่ารัฐบาลก็พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. แต่ว่าถ้าทำไม่ได้นั่นก็หมายความว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นไม่ได้
“แผนที่ผมเสนอก็ชัดเจนครับว่าถ้าไม่สงบก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้าสมมติว่ามีการยุติการชุมนุม และมาทำกันอย่างจริงจัง และมีความราบรื่น มีความสงบ ผมอยากจะเรียนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองของเราสงบมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งก็น่าจะเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเลือกตั้งได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามันไม่เป็นอย่างนี้ ก็จะไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งหรือให้มีการยุบสภาได้”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อยากจะเรียนว่าสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นตนเปิดโอกาสให้กลุ่มต่าง ๆ ซึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแผนของการปรองดองหรือการประกาศแผน ปรองดองนั้นได้เข้ามาพบ กลุ่มแรกคือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ระบุว่า แผนปรองดอง เป็นการสมคบ ซูเอี๋ยของนักการเมือง และเป็นการทรยศต่อพี่น้องประชาชน หรือไม่ ขอเรียนว่า แผนทั้งหมดคิดและเขียนด้วยตัวเอง ผ่านกระบวนการของการรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องไปเจรจาต่อรองกับใคร ถ้าขานรับก็ช่วยกันทำงาน แต่ถ้าใครไม่ขานรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายอยู่เราก็ต้อง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็จะต้องพับไป เกิดขึ้นไม่ได้
“ไม่ควรจะมีการกล่าวหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรจะมีการกล่าวหาผมว่าไม่มีความคิดในการที่จะทำเพื่อ ประโยชน์ของส่วนรวม เพราะแผนนี้ โดยส่วนตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลย ทำงานก็ต้องทำหนักขึ้น และถ้ามีการ เลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. นั่นก็หมายความว่าตัดวาระการดำรงตำแหน่งของตัวเองให้สั้นลง ต้องทำงานแข่งขันกับเวลา ต้องเตรียมในการที่จะต่อสู้แข่งขันทางการเมือง ส่วนตัวไม่ได้อะไรเลย แต่เป็นแนวคิดและเป็นแผนที่ผมคิดว่าจะช่วยทำให้บ้านเมือง มีความสงบสุข ซึ่งความสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของคน ใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทั้งสิ้นนะ” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่กลุ่มคนเสื้อหลากสีที่เข้ามาพบ เขารู้สึกเหมือนอกหักว่าทำไมรัฐบาลไม่ยืนหยัดประกาศครบให้อยู่ครบวาระ และเดินหน้าในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้ก็เห็นด้วยและขอดูการทำงานในช่วงเดือน - 2 เดือนจากนี้ไปว่ามีผลเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน แล้วนำไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากโพลหรือ สำนักต่าง ๆ ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ทำให้มั่นใจตามสมควรว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นกระบวนการปรองดอง คิดว่าเราสามารถที่จะเดินหน้าได้ และก็ตอบคำถามให้กับคนทุกกลุ่มได้
มาถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ และกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อ 2 คืนก่อนที่มีคนบอกว่าเป็นความล้มเหลวของแผนปรองดอง แต่ตนเองเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งบอกว่ามี ผู้ที่ไม่สนับสนุนแผนการปรองดองที่ชัดเจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง ก็คือกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะเขารู้ว่าถ้าเมื่อไรก็ตามการชุมนุมยุติลง และแผนปรองดองเดินหน้าได้แบบเต็มที่ กลุ่มเขาจะเป็นกลุ่มคนซึ่งแปลกแยกอยู่ในสังคม ถูกโดดเดี่ยว และจะต้องมีการดำเนินการถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเขาจะไม่สามารถเอามวลชนมาเป็นโล่มนุษย์ มาเป็นกลุ่มที่ล้อมเขาได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็จะต้องมีความพยายามในการที่จะสร้างความรุนแรง เพื่อที่จะล้มแผนของการปรองดอง
ทั้งนี้ต้องวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนว่า แผนการปรองดองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 คืนก่อน นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยสามารถเอ่ยชื่อบุคคลก็ได้ โดยคนที่แสดงตัวชัดเจนไม่เอาแผนปรองดองก็คือ เสธ.แดง และมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ที่จะไม่ให้การชุมนุมยุติลง เพราะเสธ.แดง พูดชัดว่าได้ติดต่อประสานงานกับแกนนำในภูมิภาค เพื่อมาคัดค้านแกนนำในส่วนกลาง และที่สำคัญก็คือเสธ.แดงบอกด้วยครับว่า เขาก็จะฟังจากคุณทักษิณ ชินวัตร
“ผมก็กล้าพูดได้เช่นเดียวกันว่า คุณทักษิณนั้นไม่พอใจแผนปรองดอง เพราะในแผนปรองดองนั้นไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ส่วน ตัวของคุณทักษิณเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความและเรื่องอื่น ๆ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้คือจุดที่อยากจะเรียนยืนยันว่า แผนปรองดองต้องเดินหน้าครับ แต่เมื่อต้องเดินหน้า วันนี้ก็ต้องพูดกับกลุ่มที่ยังชุมนุมอยู่อย่างชัดเจน ทุกวันเวลาที่ผ่านไปในขณะนี้ เมื่อตอบรับกระบวนการปรองดองแล้ว แต่กลับยังไม่ยุติการชุมนุมนี้ ความเสี่ยงจะมีสูงมาก เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายเขาอาจจะใช้ความรุนแรงทั้งตัวผู้ชุมนุมหรือแกนนำผู้ชุมนุม ดังนั้น อย่าลังเลเลย ถ้ายืนยันว่าจะเข้าร่วมกระบวนการ ปรองดอง รีบยุติการชุมนุมเสีย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องจะต้องเอาชนะ อย่าไปคิดเป็นเรื่องว่าจะเสียหน้า อย่าไปคิดถึงประโยชน์ของส่วนตัวเลย ถ้าเป็นผู้ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในครั้งนี้ บ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว รัฐบาลเองเสนอแผนนี้ก็ถูกต่อว่าต่อขานจากผู้สนับสนุนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้ามีความจริงใจ ต้องสามารถที่จะประกาศยกเลิกการชุมนุมได้โดยเร็ว
“เพราะฉะนั้นถ้ามีความจริงใจ และอยากจะมาร่วมในกระบวนการปรองดอง อย่ารอช้า ถ้าช้าไปมีแต่ความเสียหาย และมีแต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และยิ่งช้าไปครับ รัฐบาลเองก็ไม่สามารถที่จะตอบคำถามกับสังคมได้ว่า จะสามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ พรุ่งนี้ครับ ควรจะมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้ทำงานร่วมกันต่อไป เดินหน้าในการบังคับใช้กฎหมาย แยกผู้ก่อการร้ายดำเนินดคี แล้วก็ร่วมกันสร้างคำคอบทางการเมืองและบรรยากาศของบ้านเมืองที่นำไปสู่การ ปรองดองอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ต่อว่าต่อขานมานี้ อยากบอกว่า หลายคนเข้าใจผิด ไปเชื่อข้อมูลข่าวสารที่บอกว่า มีการไปแอบทำข้อตกลง มีการไปฮั้ว มีการไปซูเอี๋ย ไม่มีแน่นอน และ ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือว่า พอรู้อย่างนี้ก็บอกว่าไล่ให้ตนเองลาออกไปเสีย รวมไปถึงบอกว่าที่สะท้อนเข้ามาบอกว่า ตนเองเป็นคนขี้ ขลาดอ่อนแอ ไม่กล้าจัดการอะไรให้ลาออกไป ส่วนตัวอยากบอกว่าคนที่ไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองในขณะนี้ต้องการเห็นมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลทันที คือการให้ลาออก คือการเอาคนอื่นเข้ามาไม่ว่าจะเป็นคนซึ่งอาจจะตัดสินใจแล้วทำให้เกิดความ รุนแรงบานปลายไปสู่การเป็นสงครามประชาชน หรือคนที่ เข้ามาแล้วมีการพลิกขั้วทางการเมืองแล้วไปเอื้ออำนวยต่อกลุ่มที่กระทำการผิด กฎหมาย ยืนยัน ไม่ตกลงอะไรกับใครในเรื่องผลประโยชน์ ส่วนตัวแน่นอน ได้ย้ำไปแล้วว่าไม่มีประโยชน์ส่วนตัว อะไรเลยที่ได้รับจากการปรองดองในครั้งนี้ หลายคนบอกว่าผมเอาตัวรอด คงอยู่สบาย แต่ประชาชนเดือดร้อน
“ขอเรียน ด้วยความสัตย์จริง ว่ามันไม่จริง ชีวิตผมก็ถูก คุกคามอยู่ตลอดจนถึงทุกวันนี้ และก็รู้ว่าจะต้องถูกคุกคามต่อไปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในการทำงานทางการเมือง หรือแม้กระทั่งเกินเลยไปกว่านั้น แต่ผมยืนยันครับว่าเมื่อผมอาสามาแล้ว ผมทำหน้าที่เต็มที่ ถ้าผมกลัว ผมลาออกไปแล้วครับ ถ้าผมอยากอยู่สบายผมลาออกไปแล้วครับ แต่ผมอยู่แล้วก็ต้องตัดสินใจแม้จะขัดใจ บางครั้งอย่างที่ผมบอก ขัดใจคนทุกกลุ่มในบางเรื่อง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมผมถือว่านั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ ผมถือว่านั่นไม่ใช่การขี้ขลาด ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการเผชิญปัญหา โดยพยายามเอาผลประโยชน์ของตัวเอง ของพรรค ของกลุ่ม เอาไปวางไว้ข้างนอก และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ข้อกล่าวหาบางครั้งก็ไปพูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นความจริงนะครับว่า มีการให้คนนั้นคนนี้ไปพบกันเพื่อตกลง ไม่มี ขอย้ำว่าคนที่ต้องการล้มล้างแผนปรองดองมากที่สุดก็คือผู้ที่ก่อการร้าย และคนที่อยู่ในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะทำความเข้าใจนะครับ กับเสียงสะท้อนที่ผ่านมา ผมตอบ SMS ผมตอบโทรศัพท์ได้ไม่หมดทุกสายหรอก ครับ แต่ผมยืนยันข้อเท็จจริงและความรู้สึกอย่างนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
การทำงาน ในเรื่องนี้เป็นการทำงานซึ่งอยากจะขอยืนยันว่าทุกหน่วยงานยังไม่เอกภาพ ทุกคนทำงานเต็มที่ ไม่หนีปัญหา ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสียกับประชาชน ผู้บังคับบัญชาทุกคนเจ็บปวดกับการสูญเสียของผู้ใต้บังคับบัญชา เราไม่เคยเพิกเฉยต่อความรู้สึกต่าง ๆ ของประชาชนตรงนี้ ขอยืนยันว่า พวกเราทุกคนจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดต่อไป วิกฤตครั้งนี้ประชาชนทั้งประเทศ แม้กระทั่งชาวโลกเห็นแล้วว่าหนักหน่วงมาก แต่ตนตั้งใจที่จะฝ่าวงล้อมของวิกฤตตรงนี้ออกไปให้ได้ และพร้อมที่จะรับผิดชอบกับทุกการตัดสินใจที่เกิดขึ้น







