
สังคมไทยต้องไปให้ไกลกว่า “สมานฉันท์” เห็นปัญหา เพื่อหาทางออก
โดย เสดพีร์ ภูษิต เครือข่ายพุทธิกา http://budnet.org
ปรากฏการณ์ที่ปะทุออกมาให้เห็นในสังคมไทยทุกวันนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพ อาการและผลของปัญหาที่สะสมหมักหมมมานาน ซึ่งคนในสังคมต้องไม่หลีกเร้นหรือปิดตาปิดหูไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อเกิดวิกฤตบ้านเมืองขึ้นแล้วก็ควรหาประโยชน์จากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ให้ได้ สภาพสังคมปัจจุบันเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาที่ทุกส่วนของสังคมต้องตระหนักรู้ถึงปัญหา ไม่จมอยู่กับสภาพแห่งทุกข์ ช่วยกันหาทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วร่วมกันเดินสู่จุดหมายที่วางไว้ร่วมกันนั้นให้ได้ สิ่งสำคัญคือควรเป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมไทยทุกส่วนต้องกำหนดรู้ เพื่อวิเคราะห์วิจัยหรือสืบสาวให้ถึงต้นตออันเป็นที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้น อันจะนำไปสู่แนวทางร่วมกันแก้ไขได้ตามหลักคำสอนเรื่องอริยสัจ ซึ่งเป็นหลักเหตุผลในการแก้ปัญหาและเป็นหลักที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ร้อยกี่พันปี หลักความจริงอันประเสริฐนี้ก็ยังคงอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาสั่งสอน ตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือ
“ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น” ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องทุกข์ มิใช่มุ่งให้คนเป็นทุกข์ แต่เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะพบบรมสุข ท่าทีที่ถูกต้องต่อปัญหาหรือทุกข์ คือรู้จักและรู้ทันมัน ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเป็นทุกข์ ทุกข์ไม่ได้มีไว้สำหรับเป็น และถ้าใครเข้าใจว่าทุกข์มีไว้สำหรับเป็นทุกข์ ถือว่าปฏิบัติกิจในอริยสัจพลาดท่านยกตัวอย่างว่าในทางร่างกายของคนเรา เมื่อมีโรค เราจะแก้ไขหรือบำบัดโรค แต่ความเป็นจริงกำจัดโรคไม่ได้ ต้องเรียนรู้จักโรค เหมือนหมอที่จะแก้ไขโรค ต้องกำหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นตรงไหน เพราะฉะนั้นนอกจากต้องรู้จักโรคแล้ว ต้องรู้ร่างกายซึ่งเป็นที่ตั้งของโรคด้วย หมอจะแก้ไขโรค แทนที่จะเริ่มเรียนที่โรค ก็เริ่มเรียนที่ร่างกายซึ่งเป็นที่ตั้งของโรค ตั้งแต่กายวิภาค สรีรวิทยา เช่นเดียวกับเราจะแก้ไขทุกข์ ต้องเรียนรู้เข้าใจชีวิต ตลอดถึงโลกที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ซึ่งในที่สุดปัญหาเกิดที่ชีวิต ถ้าเราไม่เข้าใจชีวิต เราก็แก้โรคไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วเรามักจะศึกษากันเฉพาะหลักอริยสัจ 4 แต่ศึกษาไม่ตลอดสายไปถึงกิจในอริยสัจ คือหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่ออริยสัจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์อธิบายไว้ว่าเรารู้อริยสัจแล้ว ต้องรู้หน้าที่ในอริยสัจและปฏิบัติต่ออริยสัจให้ถูกต้องด้วย ท่านอธิบายกิจในอริยสัจไว้โดยย่อว่า หน้าที่ต่อทุกข์ คือปริญญา หมายถึง กำหนดรู้ รู้เท่าทัน ศึกษาให้เข้าใจว่าอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร เพื่อให้พร้อมที่จะแก้ไข การทำความเข้าใจปัญหาและกำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน จัดเป็นขั้นเริ่มต้นที่จะช่วยให้การดำเนินการขั้นต่อๆ ไปเป็นไปได้และตรงปัญหา หน้าที่ต่อสมุทัย คือปหานะ หมายถึง ละหรือกำจัดเหตุแห่งทุกข์ แก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา เช่น เวลาปวดหัว ไม่ได้ขจัดความปวดหัวโดยตรง ต้องขจัดสาเหตุของความปวดหัว หน้าที่ต่อนิโรธ คือสัจฉิกิริยา ทำให้แจ้ง ทำให้เป็นจริง ทำให้ประจักษ์แจ้ง เข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา และหน้าที่ต่อมรรค คือภาวนา บำเพ็ญ ลงมือทำ ทำให้เกิดมีขึ้น เป็นขั้นตอนการลงมือทำเพื่อให้บรรลุจุดหมาย (ผู้สนใจจะทำความเข้าใจเพิ่มเติม พึงศึกษาเนื้อหาโดยละเอียดได้จากหนังสือพุทธธรรม บทที่ 22)
เริ่มจากสมานฉันท์ ต้องร่วมกันให้ถึงสามัคคี
จากเรื่องกิจในอริยสัจ ขอโยงมาถึงคำพูดติดปากของคนทุกวงการในทุกวันนี้ มีข้อสังเกตว่าในช่วงเวลาประมาณ 78 ปีมานี้ สังคมไทยทุกวงการติดอยู่กับวาทะซ้ำซาก (Cliche) ที่แทบจะไม่รู้ความหมายแท้จริง คำหนึ่งคือ
“สมานฉันท์” ซึ่งเป็นคำพูดเกร่อๆ จนเอะอะอะไรก็สมานฉันท์ กระทั่งลืมไปว่าสมานฉันท์เป็นเพียงความพอใจตรงกันในแต่ละเรื่อง เป็นเพียงปัจจัยย่อยในแต่ละครั้งคราวเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ปี 2553 มีความสมานฉันท์ในการหยุดสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่พอปีถัดไปก็ออกมาสร้างความวุ่นวายใหม่ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของ “สมานฉันท์” แคบกว่า “สามัคคี” ซึ่งเป็นศัพท์ที่เราใช้กันมาแต่เดิม และ “ถ้าไม่มีอะไรจะทำตรงกันอย่าไปเรียกสมานฉันท์” เพราะเป็นเพียงการหยุดนิ่งเฉยที่เลื่อนลอยเท่านั้น ตามคำกล่าวในธรรมบรรยายเรื่อง “ธรรมาลัย ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์” ของพระพรหมคุณาภรณ์ ดังนั้นในภาวการณ์เช่นทุกวันนี้ คนในสังคมนี้ควรพยายามก้าวผ่าน “สมานฉันท์” ไปให้ถึง “สามัคคี” ให้ได้ เพราะสามัคคีมุ่งไปที่จุดหมายที่รวมคนเข้าด้วยกัน เป็นจุดมุ่งหมายร่วมของสังคม เมื่อมีจุดหมายรวม ดวงตาทุกคู่ ใจทุกดวงของสมาชิกในชาติมุ่งไปที่จุดหมายร่วมของชาติ แม้จะมีเหตุขัดเคืองเฉพาะหน้าก็ไม่นำพามาเป็นสาเหตุแห่งการวิวาทกัน หากแต่ช่วยกันวิเคราะห์ บนพื้นฐานผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อนำพาสังคมไปสู่เป้าหมาย“
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” (ฉบับชำระเพิ่มเติม ช่วงที่ 1, ก.ค. 2551) อธิบายความแตกต่างของสมานฉันท์–สามัคคี ไว้ดังนี้ สมานฉันท์ : มีฉันทะเสมอกัน, มีความพอใจร่วมกัน, พร้อมใจกัน, มีความต้องการที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตรงกันหรือเสมอเหมือนกัน ในทางที่ร้ายหรือดีก็ได้, ในทางร้าย เช่น หญิงและชายมีสมานฉันท์ในการประกอบกาเมสุมิจฉาจาร (เป็นตัวอย่างที่ท่านใช้ในการอธิบายบ่อยที่สุด) และหมู่คนร้ายที่มีสมานฉันท์ในการทำโจรกรรม ส่วนในทางดี เช่น หมู่คนดีมีสมานฉันท์ที่จะไปทำบุญร่วมกัน เช่น ไปจัดปรับถนนหนทาง สร้างสะพาน ขุดสระ ปลูกสวน สร้างศาลาพักร้อน ให้ทาน รักษาศีล เด็กกลุ่มหนึ่งมีสมานฉันท์ที่จะบรรพชา ภิกษุหลายรูปมีสมานฉันท์ที่จะถือธุดงค์ข้อนั้นข้อนี้, คนผู้มีสมานฉันท์ในทางร้ายนั้น ไม่ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณา เพียงชอบใจอยากทำก็ประกอบกรรมไปตามอำนาจของราคะ หรือโลภะ โทสะ และโมหะ ส่วนคนที่จะมีสมานฉันท์ในทางดี เบื้องแรกมองเห็นด้วยปัญญาแล้วว่ากรรมนั้นดีงามเป็นประโยชน์มีเหตุผลควรทำ จึงเกิดฉันทะคือความพอใจใฝ่ปรารถนาที่จะทำ โดยเข้าใจตรงกัน และพอใจเหมือนกัน ร่วมด้วยกันสามัคคี : ความพร้อมเพรียง, ความกลมเกลียว, ความมีจุดรวมตัวเข้าด้วยกันหรือมุ่งหมายไปด้วยกัน, คำเสริมที่มักมาด้วยกันกับสามัคคี คือ สังคหะ (ความยึดเหนี่ยวใจให้รวมกัน) อวิวาท (ความไม่วิวาทถือต่าง) และ เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน); เมื่อบุคคลเหล่านั้นมีความชื่นชมยินดีเห็นชอบร่วมกัน พอใจรวมเป็นอย่างเดียวกัน
ส่งท้าย (เพื่อหยุดวังวนที่จะหมุนเวียนมาครั้งถัดไป)
จากความหมายนี้ จะเห็นได้ว่าหากสมานฉันท์ ตกลงกันหยุดทะเลาะกันครั้งนี้ พอครั้งหน้าก็ทะเลาะกันอีก ตีกันใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป จนกว่าจะเกิดความสามัคคีขึ้น เพราะเหตุผลต่างๆ เช่น ด้วยตระหนักรู้ว่าทะเลาะกันไปก็มีแต่สังคมส่วนรวมจะเสียหาย ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง และทรัพย์สินทั้งส่วนรวมและส่วนตัวเสียหายถูกละเมิดถูกทำลาย เกียรติยศชื่อเสียงของประเทศพังทลายย่อยยับ เป็นต้น กล่าวถึงที่สุดผู้แพ้ยับเยินคือประเทศชาติ แต่ถ้าเกิดความสามัคคี เพราะมีเป้าหมายให้มุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จเป้าหมายเดียวกัน ถึงแม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของสังคม ในเมื่อมุ่งเป้าหมายของส่วนรวมเป็นหลัก สุดท้ายก็จะหาทางออกร่วมกันได้ เมื่อนั้นสังคมไทยจะสง่างามในเวทีโลกโดยไม่ต้องสงสัย
นักปราชญ์ท่านเดียวกันเคยให้สติไว้ว่า สังคมเราเคว้งคว้างได้ง่าย ขาดความหนักแน่น เพราะสังคมไร้เป้าหมายรวม ไร้จุดหมายร่วม อยู่กับเรื่องเฉพาะหน้า เมื่อทั้งชาติไม่มีเป้าหมายรวม สมาชิกก็มองหน้ากันเอง มัวแต่มองกันไปกันมาอยู่ในหมู่คนไทยเอง เหมือนกับไก่ในเข่งที่รอเขาจะเอาไปเชือดทำเครื่องเซ่นไหว้ มองกันไปมาก็เจอแต่หน้ากันเอง ก็กระทบกระแทกกัน ไม่แคล้วตีกันเอง (อุดมธรรมนำจิตสำนึกของสังคมไทย, ปี 2537)
จากปรากฏการณ์ทางสังคมที่ปะทุขึ้นในประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา หากทุกส่วนในสังคมไม่จมอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้า มองหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขร่วมกัน จากสมานฉันท์สังคมเราต้องก้าวผ่านไปให้ถึงสามัคคีให้ได้ สร้างจุดหมายและทิศทางร่วมให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยการมุ่งถือเอาประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวมเป็นหลักเหนือประโยชน์ส่วนตน ถ้าสมาชิกของสังคมนี้มุ่งสู่เป้าหมายด้วยแนวทางนี้ วิกฤตการณ์อย่างทุกวันนี้คงไม่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกอีกต่อไป และน่าจะคาดหวังได้ว่าสังคมนี้อยู่ในสังคมโลกได้อย่างสันติสุขและสง่างามแน่นอน







