
ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งรุนแรง
สัญญาณรุนแรงก่อตัวหนักและ ถี่ขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย 12 วันก่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้
ธนพล บางยี่ขัน
สัญญาณรุนแรงก่อตัวหนักและ ถี่ขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย 12 วันก่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งมวลมหาประชาชนและรัฐบาลต่างกำลังเปิดเกมรุกและเกมยื้อกันแบบเต็มสูบ เพื่อช่วงชิงความ ได้เปรียบทางการเมืองสำหรับการเดินหน้าสู่ เป้าหมายของฝั่งตัวเอง ยังไม่รวมกับมือที่สาม ซึ่งอาศัยช่วงชุลมุนนี้เข้ามาซ้ำเติมเหตุการณ์ ให้รุนแรงหนักขึ้น น่าเป็นห่วงตรงที่สัญญาณรุนแรงนี้ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลงไป ตรงกันข้ามกลับมีแต่จะหนักข้อยิ่งขึ้น
ไล่มาตั้งแต่ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่จนถึงวันนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 9 ราย บาดเจ็บอีก 550 ราย ท่ามกลางเหตุระเบิดจากเดิมที่เป็นกระสุนยาง กลายเป็นกระสุนจริง จากที่เคยเป็นประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง วันนี้ได้ยกระดับกลายเป็นระเบิด RGD5 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ที่ถนนบรรทัดทอง โดยไม่รู้ว่าต่อไปจะมีอาวุธอานุภาพรุนแรงกว่านี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่
จากสถานการณ์เดิมที่เป็นเพียงแค่การข่มขู่ทั้งการยิงปืน หรือปาระเบิดเพลิงใส่บ้านแกนนำ กปปส. ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ หลายต่อหลายคน วันนี้กลับกลายเป็นการใช้ระเบิด RGD5 ที่ชัดเจนว่าเป็นการมุ่งสังหารเอาชีวิตมากกว่าการข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ ซึ่งวิเคราะห์แล้วก่อนจะถึงวันที่ 2 ก.พ.นี้ สถานการณ์คงจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ
ทำให้วิเคราะห์กันต่อไปว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ดูเหมือนจะเป็นความพยายามสร้างสถานการณ์ และอาจถูกหยิบยกต่อไปเป็นเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นจริงย่อมจะทำให้สถานการณ์เดินหน้าไปสู่ความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าความรุนแรง ที่เกิดขึ้นมาจากฝ่ายไหน แต่ต้องยอมรับว่า เงื่อนไข “การเลือกตั้ง” ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการสร้างความชอบธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย
เริ่มตั้งแต่รัฐบาลที่กำลังสะบักสะบอมจากกระแสมวลชนที่ออกมาขับไล่จนต้องยุบสภา ลดแรงเสียดทานมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมต้องการนำผลการเลือกตั้งที่จะออกมานี้เป็นใบเบิกทางไปหักล้างพลังของมวลมหาประชาชนเรือนล้าน ที่ออกมาจี้ให้นายกฯ ลาออกจากการรักษาการเพื่อเกิดสภาวะสุญญากาศเปิดช่องให้นำรัฐธรรมนูญบางมาตรามาใช้ตั้ง “สภาประชาชน” เดินหน้าปฏิรูปประเทศก่อนที่จะเลือกตั้งหลังวางกฎกติกาเรียบร้อยในเบื้องต้น
เหมือนเป็นสูตรสำเร็จที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยก่อนที่หยิบยกคะแนน 15 ล้านเสียง มาเป็น ข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการเดินหน้าโครงการประชานิยมต่างๆ หรือการผลักดันกฎหมายร้อน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
อีกด้านหนึ่งยังเป็นการบีบให้เส้นทางการเคลื่อนไหวของ กปปส.ต้องตีบตันลงไปเรื่อยๆ เมื่อกระบวนการเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ทุกอย่างก็จะต้องเดินหน้ากลับเข้าสู่ระบบ นั่นทำให้รัฐบาลยังยืนกรานในจุดยืนเดิมว่าไม่มีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้ง อย่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยมีข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรให้เลื่อนการเลือกตั้งด้วยเหตุผล 6 ประการ พร้อมเชิญนายกฯ มาร่วมกันหาทางออกปลดล็อกในประเด็นข้อกฎหมายที่จะหาทางเลื่อนการเลือกตั้ง
ทว่า บรรยากาศเกาเหลาระหว่างรัฐบาลและ กกต. ที่ยังตั้งแง่ไม่ยอมพูดจาเพื่อหาทางออกเวลานี้ย่อมทำให้เส้นทางการเลือกตั้ง ที่ต้องเดินต่อไปอย่างกระท่อนกระแท่นนั้นดำเนินต่อไป พร้อมทิ้งปัญหาไว้หลายปมทั้ง 28 เขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครไม่สามารถลงสมัครได้ จนอาจกระทบต่อเงื่อนไข 95% ทำให้ไม่สามารถเปิดสภาได้ และจะเป็นเงื่อนปมใหม่ที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่งทางฝั่ง กปปส.ที่ประกาศ เป้าหมายเคลื่อนไหวชัดเจนว่าต้องการ “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” จึงจำเป็นต้องหาทางสกัดไม่ให้กระบวนการเดินหน้าไปถึงวันเข้าคูหาหย่อนบัตรได้ ดังจะเห็นตั้งแต่การเคลื่อนไหวปิดล้อม สถานที่รับสมัครทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจนมี 28 หน่วยไม่สามารถเปิดรับสมัครได้
ก่อนที่จะเร่งปิดเกมกดดันให้นายกฯ ลาออกให้ได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ดังจะเห็นการเปิดเกมรุกครั้งสำคัญด้วยยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นวันที่แปดด้วยเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันให้หน่วยงานราชการไม่สามารถทำงานได้ พร้อมทั้งขยายผลการชัตดาวน์ต่อเนื่องไปยังต่างจังหวัด
ความรุนแรงที่เกิดหนักขึ้น โดยเฉพาะกับฝั่งกลุ่มผู้ชุมนุมถูกมองว่าเป็นความพยายามก่อกวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมหวาดกลัวไม่กล้าออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับปฏิบัติการชัตดาวน์ แต่หลายฝ่ายกลับประเมินตรงข้ามว่าการกระทำความรุนแรงเช่นนี้ จะยิ่งกระตุ้นให้มวลชนมีอารมณ์และ ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น
สถานการณ์เปราะบางในช่วงนี้เป็นที่วิตกมากขึ้นเมื่อท่าทีจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูจะไม่สามารถหาทางสกัดกั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ย่อมจะปลุกเร้าให้อารมณ์กลุ่มผู้ชุมนุมมีมากขึ้น และอาจเปิดการตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงมากขึ้น เกินกว่ากรอบสันติอหิงสา ที่เคยประกาศเป็นแนวทางเคลื่อนไหว
หากยังปล่อยให้อารมณ์สังคมรุนแรงและ ยื้อกันเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายย่อมอาจไปปะทุและระเบิดขึ้นในวันเลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมคงต้องใช้ทุกวิถีทางสกัดกั้นการลงคะแนน และแน่นอนว่าย่อมสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงอย่าง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ห้วงเวลา 12 วันที่เหลือนับจากนี้บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเปราะบางที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อยู่ที่แต่ละฝักฝ่ายจะเติมเชื้อความขัดแย้งให้เพิ่มเติมมากขึ้น หรือหาทางสกัดระงับยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นความสูญเสียมากกว่าที่เป็นอยู่







