posttoday
ประเทสไทยจะเดินไปทางไหน : ทางออกที่ไม่ควรถูกปิด (จบ)

ประเทสไทยจะเดินไปทางไหน : ทางออกที่ไม่ควรถูกปิด (จบ)

21 มกราคม 2557

ฉบับที่แล้ว ผมเขียนถึงปัญหาที่กรุงเทพฯ ถูกชัตดาวน์มา 5 วัน และเริ่มเห็นเค้าความรุนแรงแล้ว จนขณะนี้สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยได้ก้าวไกลไปจนกระทั่งความขัดแย้งของฝ่ายรัฐบาลกับ กปปส. อาจไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะรัฐบาลก็ยังคงยืนยันเรื่องการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557

ฉบับที่แล้ว ผมเขียนถึงปัญหาที่กรุงเทพฯ ถูกชัตดาวน์มา 5 วัน และเริ่มเห็นเค้าความรุนแรงแล้ว จนขณะนี้สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยได้ก้าวไกลไปจนกระทั่งความขัดแย้งของฝ่ายรัฐบาลกับ กปปส. อาจไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะรัฐบาลก็ยังคงยืนยันเรื่องการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557

ผมได้เสนอว่า 1.เลื่อนการเลือกตั้งเพื่อการปฏิรูปเพื่อลดความขัดแย้งซึ่งหากตกลงทำได้

2.ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงาน หรือองค์กรหรือสภาปฏิรูป ที่อาจประกอบด้วยรัฐบาล นปช. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย กปปส. เครือข่ายปฏิรูปการเมืองภาคประชาชนจากสังคมและภาคธุรกิจ เพื่อจัดทำ Road Map ประเด็นปฏิรูป และให้มีผลผูกพันทุกหน่วยงาน โดยอาจตราเป็นพระราชกำหนดเมื่อตกลงกันแล้ว

ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นปฏิรูปที่เร่งด่วนที่ควรทำให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งคือการปฏิรูปเร่งด่วน

(1) กฎหมายการเลือกตั้งและกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

(2) การต่อต้านการทุจริตโดยการตรากฎหมายพิเศษเกี่ยวกับการทุจริต ไม่ว่ากฎหมายเรื่องการดำเนินคดีโดยการตั้งศาลชำนาญพิเศษ การยกเลิกเรื่องอายุความตามข้อเสนอที่องค์กรต่อต้านการทุจริตได้เคยเสนอรูปแบบกฎหมายที่ต้องออก

(3) การใช้จ่ายที่ก่อภาระหนี้และเสียหายมากในโครงการประชานิยมจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร

3.การใช้เทคนิคทางกฎหมายและขาดความยืดหยุ่น น่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการเลือกตั้งได้

ความเห็นผู้เขียน ผู้เขียนเห็นด้วยเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง การลาออกของนายกฯยิ่งลักษณ์ เพราะขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นการยึดเทคนิคทางกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งรัฐบาลควรแสดงออกว่ายินดีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การมุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อไม่ยอมประนีประนอม กรณีเช่นว่านี้การใช้จารีตประเพณีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (มาตรา 7) มาปรับใช้เพื่อช่วยในการเลื่อนการเลือกตั้ง หรือตั้งรัฐบาลรักษาการ (ซึ่งอาจจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติที่อาจจะมีตัวแทนในรัฐบาลและฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจ หรือหาคนกลางมาเป็นคณะรัฐมนตรี) จนกว่าจะมีการเลือกตั้งภายใต้กติกาปฏิรูปใหม่ น่าจะเป็นทางออกอีกทาง

ผู้เขียนอยากถามว่า หาก กกต.ลาออกหมด แล้วเลือกตั้งได้หรือไม่ และอะไรจะเกิดขึ้น หรืออยากจะให้มีสุญญากาศให้รัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อยๆ แต่ประเทศไทยก็เจอทางตัน เพราะไม่สามารถลดความขัดแย้งลงได้

4.ควรจะจัดให้กรอบการเลือกตั้งภายใน 90+180 วัน เพื่อให้องค์การปฏิรูปที่จัดตั้งขึ้นสามารถทำงานได้ และลงประชามติในประเด็นที่สำคัญในคราวเดียวกัน เช่น ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องใดบ้าง

ความเห็นผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่าเวลา 180 วัน หรือ 6 เดือน น่าจะพอเหมาะ ผู้เขียนคิดว่าการปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญ ตามกรอบที่สภาปฏิรูปกำหนดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การต่อต้านการทุจริต การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการคลัง ภาษี ที่เป็นเรื่องสำคัญ และขอเรียนว่าประเด็นปฏิรูปโดยไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาอีกแล้ว เพราะประเทศเราได้เคยศึกษาผลการศึกษามากมายจากหน่วยงานหลายหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่สภาปฏิรูปควรเป็นเวลาที่คัดเลือกเอาผลการศึกษามาจัดหมวดหมู่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณา และที่สำคัญคือ เสนอกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จได้ โดยกระบวนการนี้ควรใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน สำหรับเรื่องเร่งด่วน และอีก 12 เดือน สำหรับการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ

5.รัฐบาลรักษาการควรเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากคู่ขัดแย้ง

ความเห็นผู้เขียน ประเด็นการลาออกจากรัฐบาลรักษาการ โดยการแต่งตั้งคนกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติ ก็น่าจะมีการคุยกันทุกฝ่ายเพื่อแก้วิกฤตประเทศ ว่าจะเป็นรูปแบบใดที่ดีที่สุด โดยที่จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบุคคลที่จะลงเลือกตั้งตามกฎกติกาใหม่ หรือหากมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด หลายคนอาจคิดว่าถ้าเช่นนั้น กปปส. ก็เป็นฝ่ายชนะ รัฐบาลแพ้ ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่ เพราะอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศส่วนรวมแล้ว ไม่มีใครชนะหรือแพ้ รัฐบาลใหม่อาจรักษาการประมาณ 6 เดือน เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งและปฏิรูปโดยสภาปฏิรูป

ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองทุกพรรคก็ตกลงให้สัญญาประชาคมไว้ว่า เมื่อมีการร่างข้อเสนอร่วมทั้งร่าง กฎหมายที่จัดทำโดยสภาปฏิรูป ทุกพรรคเข้าดำเนินการผลักดันให้เป็นกฎหมายโดยเร็วตามข้อเสนอสภาปฏิรูป

การลาออกของนายกฯ รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงรักษาการ จะทำให้ท่านในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย สามารถจะหาเสียงได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่จะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ และถ้าหากท่านได้รับการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ท่านก็จะมีความสง่างามในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

จากประเด็นข้างต้น ผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ขอเสนอทางออกเพื่อผ่าทางตันดังนี้ครับ

1.รัฐบาลควรยุติการยึดหลักเทคนิคทางกฎหมายแต่เพียงว่าเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้รัฐบาลรักษาการลาออกไม่ได้ โดยมาเจรจาแนวทางการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งกับคู่ขัดแย้ง โดยอาจให้กองทัพเป็นตัวกลาง และเลิกข่มขู่ผู้เข้าร่วมชุมนุมถึงข้อหากบฏ หรือฟ้องร้อง กกต. หรือใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.

2.กปปส. และคุณสุเทพ ควรเจรจากับรัฐบาลว่าภายใต้เงื่อนไขว่าหากรัฐบาลตกลงเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และให้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูป (ภายใต้รูปแบบที่คนกลางกำหนด)และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออก คุณสุเทพและ กปปส. ยินดีจะเลิกชุมนุมโดยทันที และคุณสุเทพและผู้นำ กปปส. ที่ถูกกล่าวหา ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ

3.พรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เข้าทำสัญญาประชาคมจะเข้าร่วมการเลือกตั้ง และจะผลักดันการปฏิรูปที่สภาปฏิรูปที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นเสนอกฎหมายมาให้เป็นรูปธรรมและให้แล้วเสร็จ โดยอาจใช้เวลา 12 ปีหลังการเลือกตั้ง หลังจากผ่านกฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปภายใน 1 ปี รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะทำหน้าที่เอง 1 ปีครึ่ง ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

4.นำประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องการปฏิรูปใดที่สำคัญให้ประชาชนลงมติพร้อมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้านี้

หากทุกฝ่ายต่างยินยอมมาเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ และไม่มีทิฐิมานะ และไม่ยึดถือลายลักษณ์อักษรของกฎหมาย โดยคิดถึงวิกฤตความขัดแย้ง ไม่อ้างอิงว่าตนเองมีเสียงข้างมากจะทำอะไรก็ได้ รวมทั้งเลิกสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายในสังคมไทย โดยเลิกการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายและวาจาแล้ว โดยทุกฝ่ายยินดีเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยสันติวิธี เราก็อาจจะเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ได้บ้าง แต่หากทุกฝ่ายยังมีทิฐิมานะต้องการปฏิวัติประชาชนอย่างเดียว หรืออีกฝ่ายใช้ข้ออ้างเทคนิคทางกฎหมายและความชอบธรรมในฐานะเสียงข้างมากแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะไม่มีใครสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ และสุดท้ายจะไม่มีผู้ชนะ ประเทศของเราจะเป็นผู้เสียหายตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เคยกล่าวไว้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อครั้งพฤษภาทมิฬ ผู้เขียนเชื่อว่าพระราชดำรัสนี้ทุกคนควรจะน้อมนำมาคิด

ขอเถอะครับ ถอยกันคนละก้าว ไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ควรเป็นผู้ชนะ เพื่อจะได้ไม่มีใครกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท