
เปิดกล้องวงจรปิดไล่ล่ามือระเบิดปริศนาถล่มกปปส.
ยังคงเป็นปริศนาว่ามือมืดที่อุกอาจขว้างระเบิดเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และที่แยกบรรทัดทอง ขณะที่มวลชน กปปส.เดินขบวนขับไล่ระบอบทักษิณเป็นใครกันแน่
ยังคงเป็นปริศนาว่ามือมืดที่อุกอาจขว้างระเบิดเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และที่แยกบรรทัดทอง ขณะที่มวลชน กปปส.เดินขบวนขับไล่ระบอบทักษิณเป็นใครกันแน่
โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะที่คนร้ายกำลังปาระเบิดไว้ได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของชายวัยประมาณ 3035 ปี สวมหมวกสะพายกระเป๋า ควักระเบิดและขว้างออกไปก่อนจะออกวิ่งหลบหนี
ภาพคนร้ายถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของตำรวจที่ต้องติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้ได้
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบร่วมกับ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่หน่วยอีโอดี ซักถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่ามีคนร้ายเป็นชายเข้าไปบริเวณด้านหลังเวทีซึ่งเป็นจุดป้ายรถประจำทางหน้าโรงพยาบาลราชวิถี และขว้างระเบิดด้านหลังเวที แต่ระเบิดไปกระทบกับชายคาของป้ายรถประจำทาง ทำให้ระเบิดเบี่ยงทิศทางไปตกตรงจุดเกิดเหตุ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะวิ่งหลบหนีไปทางถนนราชวิถีใต้สะพานลอย
ระหว่างนั้นมีการขว้างระเบิดอีกลูกเพื่อสกัดกั้นการจับกุมทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนที่คนร้ายหลบหนีเข้าไปภายในซอยราชวิถี 14 ซึ่งเป็นซอยตัน เกิดเหตุชุลมุนคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ที่ไล่จับกุมจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส คนร้ายได้หลบหนีไปทางด้านหลังซึ่งเป็นคลองสามเสน และออกไปอีกจุดซึ่งเป็นวินรถจักรยานยนต์ ก่อนนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์รับจ้างหลบหนีไป
“จุดที่คนร้ายลงมือเป็นจุดซึ่งเป็นช่องว่างทางเดินระหว่างร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และร้านชาโคโค่ ตำรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดตรงจุดนี้ไปขออนุมัติหมายจับจากศาล ซึ่งล่าสุดศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามภาพจากกล้องวงจรปิด”
พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้ตั้งทีมสืบสวน ผ่านมา 24 ชั่วโมงแล้ว คดีมีความคืบหน้าไปมากจากหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ เหตุระเบิดแต่ละจุดไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกัน แต่ข้อสันนิษฐานที่ระบุได้คือ ระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุที่ถนนบรรทัดทองและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจากแหล่งเดียวกัน ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งมีอยู่หลายมุมมากกว่าภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งตำรวจจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางเพื่อจะต่อจิ๊กซอว์ว่าคนร้ายมากับขบวนหรือติดตามมาหรือไม่
ด้าน พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า วิถีการขว้างระเบิด คนร้ายพยายามขว้างให้พ้นชายคาป้ายรถประจำทางไปยังด้านหน้าซึ่งเป็นเต็นท์พักสื่อมวลชน ขณะที่ด้านข้างเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่พักของแกนนำ กปปส.
“วิถีการปาพบว่ากระเดื่องได้กระเด็นไปตกร่องระบายน้ำริมทางเท้า ส่วนลูกระเบิดซึ่งมีน้ำหนักไปโดนกันสาดร้านโคโค่ ระเบิดจึงแฉลบออกขวามาตกตรงจุดดังกล่าว หากระเบิดไม่แฉลบถูกกันสาดเสียก่อนจะไปตกตรงเต็นท์ของสื่อมวลชน ซึ่งตามวัตถุประสงค์ของคนร้ายน่าจะเป็นเช่นนั้น”
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดขว้างสังหารแบบ RGD5 ชนิดเดียวกับเหตุระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง โดยระเบิดทั้งสองลูกมีล็อตนัมเบอร์เดียวกัน คือ 48 สันนิษฐานได้ว่ามาจากแหล่งเดียวกัน ขณะที่ระเบิดที่จับกุมได้บริเวณด่านความมั่นคงหน้ากรมอุตุนิยมวิทยา พื้นที่ สน.บางนา แม้จะเป็นระเบิดชนิดเดียวกันแต่ล็อตนัมเบอร์ไม่ตรงกัน ผู้ต้องหาบอกเพียงว่าได้รับระเบิดมาจากเพื่อน ยังไม่ยอมให้การใดๆ จึงยังไม่สามารถระบุถึงความเชื่อมโยงได้
อย่างไรก็ตาม ภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดมีการเผยแพร่กันในโซเชียลมีเดีย และอ้างว่าเป็นทหารหน่วยซีล ซึ่งถูกจับกุมฐานพกพาอาวุธ และมีบัตรการ์ด คปท.นั้น พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) ก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการสร้างกระแสเพื่อให้ทหารเรือได้รับความเสียหาย
“ทหารทั้ง 3 นาย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอยู่ที่หน่วยต้นสังกัด เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร อย่างไรก็ตาม ทหารกับอาวุธปืนเป็นของคู่กัน และการที่ทหารเรือทั้ง 3 นาย เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมในช่วงที่ผ่านมานั้นก็เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ติดตามข่าวยาเสพติด โดยอาวุธทั้งหมดที่พบนั้นเอาไว้ป้องกันตัว” พล.ร.ต.วินัย กล่าว
ด้านทีมสืบสวนสังกัดกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) ซึ่งออกตามล่าตัวคนร้ายมือระเบิดที่ก่อเหตุจากทุกเบาะแสที่มี เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทุกจุด ตลอดเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี โดยหลังเกิดเหตุคนร้ายวิ่งหนีจากจุดปาระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์ ฝั่งโรงพยาบาลราชวิถี ด้านหลังเวทีปราศรัยใกล้กับเต็นท์สื่อมวลชน โดยวิ่งเข้าซอยราชวิถี 14 หรือซอยวัดมะกอก หนีการไล่ล่าของการ์ด และมาโผล่ใกล้กับแยกตึกชัย จากนั้นเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้างและพุ่งหนีไปยังฝั่งธนบุรี โดยข้อมูลของตำรวจที่พบคือคนร้ายต้องการให้ไปส่งที่วัดรวกบางบำหรุ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 เมื่อไปถึงพบว่าเป็นซอยตัน และได้พังรั้วบ้านประชาชนหลบหนีต่อไปทางห้างพาต้า ปิ่นเกล้า
การไล่ล่าหาตัวคนร้ายมือขว้างระเบิดของตำรวจยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ตลอดช่วงบ่ายวันที่ 19 ม.ค.ต่อเนื่องข้ามคืนไม่หยุดหย่อน แต่ถึงกระนั้นเหตุรุนแรงรายวันที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในยามวิกาล ก็คงดำเนินต่อไม่หยุดหย่อน กลางดึกวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา คนร้ายบุกยิงการ์ด คปท.ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ไม่ห่างจากเวทีชุมนุมของ คปท. โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก และมีการปาประทัดยักษ์เข้าใส่อย่างต่อเนื่อง
รวมถึงเหตุเวทีชุมนุม กปปส.ที่สวนลุมพินีในคืนเดียวกัน เกิดเหตุปาประทัดยักษ์รวม 8 ครั้ง โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ปาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมและพื้นที่ข้างทางถนนอังรีดูนังต์ไปจนถึงแยกจามจุรี สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ชุมนุมที่อยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ถนนอังรีดูนังต์ระบบไฟฟ้าได้ดับลงทั้งเส้นทางอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยิ่งบวกเพิ่มความวิตกกังวลให้กับผู้ชุมนุมมากยิ่งขึ้น
สถานการณ์ล่อแหลมและท้าทายตำรวจในการติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างยิ่ง







