
ห่วงเสื้อแดงไม่เลิกม็อบ ทำจีดีพีหดเดือนละ0.2%
โพสต์ทูเดย์
— สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ห่วงชุมนุมยืดเยื้อ ทำจีดีพีหดเดือนละ 0.2%นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อกว่า 1 เดือน อาจส่งผลกระทบให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ลดลง 0.2% ต่อเดือน และหากการชุมนุมยังไม่ยุติมีแนวโน้มว่าประมาณการจีดีพีของไทยจะติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่เสียหายมากที่สุด ขณะเดียวกันส่งผลให้การออกมาจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะประชาชนในกรุงเทพมหานครที่อาจกังวลถึงความไม่ปลอดภัย และการจราจรที่ติดขัดบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงการชุมนุม
นายสมบัติ เชื่อว่าถ้าการชุมนุมยุติลงได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ขยายไปถึงภาคการธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ในแง่ที่ก่อให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขึ้น ส่วนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงผันผวนไปตามเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปกติ
“
หากการชุมนุมยังไม่สามารถยุติได้ในเร็ววัน จะส่งผลต่อการลงทุนภายในประเทศ หรือแม้แต่การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ ในการเข้ามาลงทุนในไทยมาก” นายสมบัติ กล่าวนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถึงผลกระทบจากปัญหาการเงินของประเทศกรีซต่อเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าในขณะนี้ ธปท.ยังไม่เห็นผลกระทบอย่างชัดเจน จึงต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดว่าจะลุกลามถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่ โดยต้องติดดูมาตรการการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของกรีซว่าจะมีแผนดำเนินการอย่างไรบ้าง
ขณะที่ผลกระทบต่อไทยนั้นยังไม่เห็นชัดเจนมากนัก แต่เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบทางตรงต่อสถาบันการเงินไทย เนื่องจากสถาบันการเงินไทยไม่ได้ไปลงทุนในประเทศเหล่านี้มากนัก จึงไม่มีผลกระทบอะไร ส่วนผลกระทบต่อภาคส่งออกหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามดูต่อไป แต่สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป คือ ปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เข้มแข็งหรือไม่ ส่วนผลกระทบต่อจีดีพีของไทย ถือว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินได้
ความผันผวนของค่าเงินบาทในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดไปจากการคาดการณ์ของ ธปท. ที่คาดว่าค่าเงินจะผันผวนตามปัจจัยความไม่มั่นใจของนักลงทุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับเงินทุนไหลออกจากประเทศไทยนั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวยอมรับว่า ยังมีบ้าง เช่น นักลงทุนขายหุ้นนำเงินออกจากตลาดหุ้น แต่เงินยังอยู่ในประเทศ ยังไม่มีการนำออกไป โดยนักลงทุนได้หันไปลงทุนในตลาดอื่นแทน
ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า จากการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อกว่า 1 เดือน อาจส่งผลกระทบให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลงร้อยละ 0.2 ต่อเดือน และหากการชุมนุมยังไม่ยุติ มีแนวโน้มว่า ประมาณการจีดีพีของไทยจะติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่เสียหายมากที่สุด
ขณะเดียวกันส่งผลให้การออกมาจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะประชาชนในกรุงเทพมหานคร ที่อาจกังวลถึงความไม่ปลอดภัย และการจราจรที่ติดขัดบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงการชุมนุม ทั้งนี้เชื่อว่า ถ้าการชุมนุมยุติลงได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะไม่ขยายไปถึงภาคการธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ในแง่ที่ก่อให้เกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ส่วนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงผันผวนไปตามเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปกติ
นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า หากการชุมนุมยังไม่สามารถยุติได้ในเร็ววัน ย่อมส่งผลต่อการลงทุนภายในประเทศ หรือแม้แต่การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ ในการเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นจบ







