posttoday
"ปู"อยู่ลำบากมรสุมราบล้อม

"ปู"อยู่ลำบากมรสุมราบล้อม

20 มกราคม 2557

ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 2 ก.พ.มากขึ้นไปเท่าไหร่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องเผชิญกับกระแสกดดันมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะจากแรงบีบทั้งสองทาง

ทางที่หนึ่ง คือ การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ จะเห็นได้ว่าเสียงเชียร์ยังไม่ได้ตกลงแต่ประการใด แม้ว่าจะไม่สามารถปิดกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่ต้องการก็ตาม

นับจากนี้ไป กปปส.เองมีแผนยกระดับเพื่อทำทุกทางไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะ กปปส.เองรู้ดีว่าหากการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าไปได้ ทางรัฐบาลจะนำคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมาตอบโต้ กปปส.เพื่อให้เห็นว่าการชุมนุมเพื่อล้มการเลือกตั้งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาไม่มีความชอบธรรม

ในด้านหนึ่ง การยกระดับของ กปปส.เหมือนจะไม่ได้ผลสำเร็จทันที แต่การสามารถยืนระยะได้มาจนถึงปัจจุบันก็ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลประการหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาวะที่รัฐบาลมีแค่อำนาจแต่ทำอะไรไม่ได้ยิ่งสะท้อนออกมารุนแรงมากขึ้น

ที่สุดแล้วผลเสียจะตกมาอยู่ที่ “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะผู้นำรัฐบาลแบบเต็มๆ

เท่ากับว่า กปปส.มีความเข้มแข็งเท่าใด รัฐบาลก็จะมีความอ่อนแอลงมากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นโจทย์ยากสำหรับยิ่งลักษณ์ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้จนถึงวันเลือกตั้ง

ทางที่สอง คือ แรงบีบจากองค์กรอิสระ เห็นได้จากท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับความพยายามในการขอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้ง

หลายต่อหลายครั้ง กกต.ต้องการให้รัฐบาลในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งร่วมกับ กกต.ให้พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้ง 2 ก.พ.ออกไปก่อน หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่วันรับสมัคร สส.จนมาถึงขณะนี้ไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับความรุนแรงลง ประกอบกับยกข้ออ้างว่าต่อให้ผ่านการเลือกตั้งไปได้จริง ก็ไม่สามารถเปิดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกฯ ได้ เนื่องจากจะไม่มี สส.ครบ 475 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

มาจนถึงการไม่อนุมัติให้รัฐบาลขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ตามโครงการรับจำนำให้กับต่างประเทศในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะ กกต.มองว่าเป็นการดำเนินการที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลในอนาคต ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181

ท่าทีของ กกต.ที่ปรากฏขึ้นทำให้รัฐบาลรู้สึกว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น และหนทางที่จะเห็นการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ก็เริ่มตีบตันเข้าไปทุกที

ใช่ว่าจะมีแต่ กกต.เท่านั้นที่บีบคั้นรัฐบาล เพราะมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนยิ่งลักษณ์ในคดีการทุจริตจำนำข้าว ส่งผลให้สถานะนายกฯ ถูกสั่นคลอนขึ้นมาทันที

สาเหตุที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายกฯ เนื่องจากนโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายแห่งรัฐ แต่ยิ่งลักษณ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกลับปล่อยให้เกิดความเสียหายและการทุจริตเกิดขึ้นโดยไม่ได้กระทำการยับยั้ง ซึ่งมีรูปธรรมของความเสียหายที่เกิดขึ้น คือ การระบุว่าการระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นเท็จ

เบื้องต้น ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อความไม่โปร่งใสสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554มิ.ย. 2556 มีปริมาณส่งมอบข้าวไปยังจีนทุกรายเพียง 3.75 แสนตันเศษ จากปริมาณที่ส่งมอบตามสัญญาจำนวน 4.8 ล้านตัน ซึ่งกรมศุลกากรได้ยืนยันว่าในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีข้าวส่งออกโดยผ่านพิธีการศุลกากรแต่อย่างใด และ 2.การเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวยังไม่มีข้อเท็จจริงที่สนับสนุนว่าบริษัทที่อ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของจีนนั้นมีสถานะเป็นตัวแทนตามที่กล่าวอ้างจริง

แนวทางการทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เรียกได้ว่าจะไล่ตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

ในเรื่องนี้ “วิชา มหาคุณ” ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน อธิบายถึงการทำงานเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ว่า “ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบดูพฤติกรรมทั้งหมดที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ที่ ป.ป.ช.มีหนังสือทักท้วงแจ้งไปยังรัฐบาลกรณีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นต้อตอและยังนำมาเป็นนโยบาย อีกทั้งตอนเริ่มต้นนโยบาย ป.ป.ช.ก็ได้ทักท้วงอีกครั้งหนึ่ง แม้แต่นักวิชาการทุกฝ่ายยังได้ทักท้วงไปอีก ทั้งหมดนั้นต้องนำมาประกอบกัน”

จะเห็นได้ว่า ป.ป.ช.พุ่งเป้าไปยังอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศของนายกฯ ตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

กล่าวคือ ในมาตรา 11 ของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้นายกฯ คือผู้บริหารสูงสุดของประเทศ และมีหน้าที่กำกับการดูแลการทำงานของทุกส่วนราชการ นั่นหมายความว่านายกฯ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ตรวจตราและยับยั้งไม่ให้การรับจำนำข้าวเกิดการทุจริต

เมื่อ ป.ป.ช.พบว่าโครงการรับจำนำ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้เกิดความเสียหายแล้ว ทำให้นายกฯ ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบไปได้ และมีความเป็นไปได้ที่นายกฯ อาจถูกแจ้งข้อกล่าวหาหรือโดนชี้มูลความผิด

ขณะเดียวกัน ยังต้องดูอีกว่าการไต่สวนของ ป.ป.ช.จะขยายผลเพิ่มเติมไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะหรือไม่ ในฐานะเป็นผู้ร่วมออกนโยบายผ่านมติ ครม. ถ้าเป็นเช่นนั้นยิ่งมีผลให้รัฐบาลสะเทือนเข้าไปอีก เพราะหาก ป.ป.ช.เกิดแจ้งข้อกล่าวหาและชี้มูลความผิดกับ ครม.ทั้งคณะขึ้นมา เท่ากับว่ารัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล รวมทั้งนายกฯ จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที และภาวะสุญญากาศจะเกิดขึ้นโดยฉับพลัน

ดังนั้น สถานการณ์นับจากนี้ไป “ยิ่งลักษณ์” คงอยู่ในตำแหน่งได้ยากมากขึ้น เพราะโดนมรสุมจาก กปปส. และองค์กรอิสระล้อมหน้าล้อมหลัง ซึ่งทุกอย่างจะเห็นผลในอีกไม่นานเกินรอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท