
ถอดบทเรียนปฏิรูปเพื่อนบ้านจุดเปลี่ยนชาติสู่ความรุ่งโรจน์
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ต้องยอมรับตามตรงว่ากระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองครั้งใหญ่ในเมืองไทยกำลังดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ ซึ่งแม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องมีขึ้น ทว่ากลับมีความแตกต่างกันในรายละเอียดในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะในเรื่องเงื่อนเวลาระหว่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่มองว่าควรจะให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ออกไปก่อนเพื่อเปิดทางให้มีการปฏิรูปการเมือง กวาดล้างคอร์รัปชั่น ด้วยการตั้งสภาประชาชนขึ้นมา กับอีกฝ่ายคือฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลที่ประกาศว่ายังไงก็ควรให้มีการเลือกตั้ง แล้วค่อยดำเนินการปฏิรูปภายหลัง
แม้ว่าในขณะนี้จะยากแก่การหยั่งรู้อนาคตว่าจะออกมาในทิศทางไหน แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่าการยกเครื่องปฏิรูประบบการเมืองการปกครองของไทยครั้งใหญ่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาและความเจริญขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการปฏิรูปนั้นสามารถนำมาซึ่งการขจัดกวาดล้างปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างจริงจัง หลังจากปล่อยให้เป็นปัญหากัดกินและถ่วงความเจริญของไทยแลนด์มาช้านาน
ดังสะท้อนได้จากบทเรียนการปฏิรูปการเมืองของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกันอย่าง ฟิลิปปินส์ กับ อินโดนีเซีย ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศเหล่านี้ได้หันมาเห็นความสำคัญและดำเนินการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการกวาดล้างปัญหาการทุจริตแบบถึงรากถึงโคน
จนทำให้อันดับความโปร่งใสของทั้งสองประเทศดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดย ฟิลิปปินส์ นับตั้งแต่ ประธานาธิบดี อาคิโน ขึ้นมารับตำแหน่งในปี 2010 อันดับในดัชนีความโปร่งใสประเทศที่จัดทำโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ มีอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2010 อยู่ที่ 134 และล่าสุดในปีที่แล้วอยู่ในอันดับเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ 94 ขณะที่ อินโดนีเซีย ในปี 2005 ที่ 137 ดีขึ้นมาที่ 118 ในปี 2012 (ยกเว้นปีที่แล้วที่แย่ลงไปต่ำกว่าที่ 140 เท่านั้น นอกนั้นถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ)
ดังนั้น จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ลดลงทำให้ในปัจจุบันเศรษฐกิจของทั้ง ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ก้าวขึ้นมาเฉิดฉายอย่างโดดเด่นในทวีปเอเชียในฐานะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่น่าจับตามองและกลายเป็นฐานการลงทุนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดใจต่างชาติมากยิ่งขึ้น
เพราะทำให้นักลงทุนและนักธุรกิจเชื่อมั่นได้ว่าการเข้าไปลงทุนจะไม่มีต้นทุนแอบแฝงและการต้องจ่ายใต้โต๊ะมากขึ้น
รายงานของเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่ทำการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจฉบับปี 2013-2014 ระบุว่า อันดับของ ฟิลิปปินส์ ผงาดขึ้นมาอยู่ที่ 59 จากเดิมปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 65 โดยมีปัจจัยหลักมาจาก “แผนดำเนินการปฏิรูปประเทศล้างบางการทุจริตในประเทศครั้งใหญ่” ของประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน ที่ดำเนินการอย่างจริงจังมาตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2010
ขณะที่ปีก่อนหน้าที่ อาคิโน จะขึ้นสู่อำนาจ ความสามารถทางการแข่งขันของดินแดนตากาล็อกอยู่เพียงแค่ที่ 87 เท่านั้น
เช่นเดียวกับ อินโดนีเซีย ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยในรายงานจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ฉบับปี 2013-2014 ระบุว่า แดนอิเหนามีอันดับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาหลังจากที่ลดลงมาตลอดหลายปีติดต่อกัน โดยขึ้นมาอยู่ที่ 38 จากเดิมที่ 50
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นผลพวงจากการเริ่มต้นดำเนินการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย ที่ดำเนินการกวาดล้างการทุจริตและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2004
การเร่งปฏิรูปอย่างเอาจริงเอาจังของสองผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและกล้าที่จะลุยกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้เอง ทำให้ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม จึงยกย่องให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาและยกระดับตนเองได้ไวที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำอันดับดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2006-2007 โดยทั้ง ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย มีอันดับดีขึ้นถึง 19 อันดับเลยทีเดียว
นอกจากนี้ จากขีดความสามารถทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ทั้งสองประเทศมีความสามารถในการเข้าสู่การรวมตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอันจะทำให้ตลาดและฐานการผลิตถูกหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในปลายปี 2015 ได้ดีขึ้นอีกด้วย
ขีดความสามารถของ ฟิลิปปินส์ กับ อินโดนีเซีย ที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ช่างเป็นสิ่งที่สวนทางกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ที่เอาแต่อยู่เฉยและละเลยการปฏิรูปอย่างจริงจัง เช่น กัมพูชา และ ไทย โดยเห็นได้จากดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ไม่พัฒนาขึ้นเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับเป็นไปอย่างร้อนแรง
โดยในปี 2009-2010 ไทยอยู่ที่ 36 ขณะที่ปี 2012-2013 ลงไปอยู่ที่ 38 และล่าสุดรายงานฉบับปี 2013-2014 อยู่ที่ 37 ส่วนกัมพูชาในปี 2009-2010 อยู่ที่ 110 ปี 2012-2013 อยู่ที่ 85 และล่าสุดในฉบับปี 2013-2014 อยู่ที่ 88
ส่วนดัชนีความโปร่งใสของไทยและกัมพูชาก็ย่ำแย่ลงทุกขณะ โดยในปี 2010 ไทยอยู่ที่ 78 ปี 2012 ลงมาที่ 88 และล่าสุดในปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในอับดับเลวร้ายถึงขึ้นเลข 3 หลักโดยลงมาที่ 102 ด้านกัมพูชาในปี 2010 อยู่ที่ 154 ลงมาที่ 157 ในปี 2012 และล่าสุดปีที่แล้วที่ 160
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งไทยและกัมพูชากำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากการลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของพลังงานมวลมหาประชาชนอย่างล้นหลาม เนื่องจากไม่สามารถอดทนกับการปกครองและการบริหารประเทศในแบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยปัญหาได้อีกแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของกัมพูชานั้น กำลังเผชิญกับการลุกฮือขึ้นประท้วงและต่อต้านรัฐบาลอย่างหนักจากประชาชนที่เริ่มจะไม่สามารถอดทนกับการใช้อำนาจเผด็จการและการทุจริตที่มีอยู่อย่างดาษดื่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ที่ปกครองประเทศมานานกว่า 30 ปีได้อีกต่อไปแล้ว
เห็นได้จากคะแนนเสียงพรรครัฐบาลที่ได้คะแนนเลือกตั้งน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งในประเทศขึ้น ท่ามกลางการผงาดขึ้นมาของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย สม รังสี ที่ทวีความแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับกลุ่มคนใช้แรงงานในประเทศที่เริ่มขึ้นมาเรียกร้องสิทธิและค่าแรงไปจนถึงสวัสดิการมากขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบันที่รัฐเสนอให้เดือนละ 100 เหรียญสหรัฐ ให้ขึ้นมาที่เดือนละ 160 เหรียญสหรัฐ
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้นักวิเคราะห์ออกมากระตุ้นให้ทั้งสองประเทศต้องเร่งทำการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังของมวลมหาประชาชนที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของชนชั้นกลางที่ต้องการเห็นรัฐบาลบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เคารพเสียงประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การปกครองที่มีประชาธิปไตยที่มีแต่รูปแบบและอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งท่าเดียว แต่ปราศจากเนื้อหาเช่นการตรวจสอบการถ่วงดุลอำนาจและการคุ้มครองปกป้องเสียงข้างน้อย
โดยเฉพาะในกรณีของไทยนั้น เวโรนิเกซาเรซ โรแซค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเอเชียฟาวเดชั่น ระบุว่า สิ่งสำคัญที่ไทยต้องปฏิรูปคือ การกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางและการใช้เงินลงทุนที่ชาญฉลาด เช่น การศึกษา เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดต้องการการปฏิรูปทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาแม้จะรู้ปัญหากันดี แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปไม่เกิดขึ้น เพราะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากทางการเมือง
สอดคล้องกับความเห็นของ อดัม เบอร์เก นักเศรษฐศาสตร์ ที่ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปโครงสร้างที่ลึกซึ้งของไทย เช่น การกระจายอำนาจ การให้อิสระแก่องค์กรท้องถิ่นในการตัดสินใจมักโดนต่อต้านจากฝ่ายการเมืองและชนชั้นปกครองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นคนที่มีฐานะและเป็นคนส่วนน้อยของสังคม
ขณะที่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา งบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลไทยก็มักจะอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ไม่เว้นแม้แต่ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยที่ขึ้นชื่อว่ามีนโยบายประชานิยมและให้ความสำคัญกับต่างจังหวัด งบประมาณใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในเมืองหลวงอยู่
โดยธนาคารโลก เผยว่า ในปี 2012 ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ มีสัดส่วนในการสร้างจีดีพีให้ประเทศเพียง 26% แต่กลับได้รับเงินจากงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลถึง 70% ของงบใช้จ่ายทั้งหมด
จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญว่าไทยและกัมพูชา สองประเทศเพื่อนบ้านคู่หูควรจะถึงเวลาปฏิรูปได้แล้ว เพราะมิเช่นนั้นการพัฒนาก็จะไม่เกิดขึ้น ซ้ำยังต้องเผชิญกับการลุกฮือขึ้นต่อต้านและตั้งคำถามจากประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ







