
หลักฐานมัด"ขายข้าวจีทูจี"รัฐบาลยิ่งลักษณ์สู่หลักประหาร
ถ้อยแถลงผลสรุปสำนวนการไต่สวนกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
บากบั่น บุญเลิศ
ถ้อยแถลงผลสรุปสำนวนการไต่สวนกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่มี วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธาน ปรากฏข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งนำไปสู่การมัดตัวผู้ถูกกล่าวหากลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ 15 คน
ไม่ว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ มนัส สร้อยพลอย ทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว อัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนบริษัท จีเอสเอสจี ผู้แทนบริษัท ไห่หนาน เช่น รัฐนิธ โสจิระกุล นิมล รักดี สมคิด เอื้อนสุภา และลิตร พอใจ ซึ่งเกี่ยวพันกับบริษัท สยามอินดิก้า
ตัวละครใหม่สำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการระบายข้าวส่วนนี้ 2 กลุ่ม คือ บริษัท คอฟโก และบริษัทค้าข้าวในประเทศไทยถึง 17 ราย คือหลักฐานมัดที่แน่นหนาว่าการขายข้าวแบบจีทูจีที่รัฐบาลกล่าวอ้างมาตลอด ไม่ได้เป็นของจริง
หนึ่งนั้นเพราะ วิชา แถลงผลการไต่สวนว่า ที่มีการอ้างว่ามีการทำสัญญาขายข้าวจีทูจีกับจีนนั้น ข้อเท็จจริงพบว่าไม่มีสัญญาขายข้าวจีทูจีกับจีน เพราะโดยปกติหากมีการขายข้าวจีทูจีกับจีนจะต้องผ่านหน่วยงานที่เรียกว่า คอฟโก รัฐวิสาหกิจของจีน
แต่ปรากฏว่าการขายข้าวจีทูจีครั้งนี้ไม่ผ่านคอฟโก และแม้จะมีการยืนยันว่าบริษัทจีเอสเอสจี และบริษัท ไห่หนาน เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนจริง แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจในการมาซื้อข้าวแบบจีทูจีกับไทยแต่อย่างใด
ที่สำคัญ เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนได้เรียกเอกสารการมอบอำนาจของบริษัท คอฟโก ให้กับบริษัท จีเอสเอสจี และบริษัท ไห่หนาน กลับไม่เคยได้รับมอบ มีเพียงแค่เอกสารแสดงสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจจีนเท่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบลงไปพบว่ามีการเกี่ยวข้องกับ 17 บริษัทค้าข้าวที่เกี่ยวพันกับบริษัท สยามอินดิก้า ที่อนุกรรมการไต่สวนมีมติว่า ต้องดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติม เพราะมีพยานหลักฐานขยายผลไปถึงเอกชนรายใหญ่ 17 บริษัท ที่รับซื้อข้าวจากบริษัท สยามอินดิก้า อีกทอดหนึ่งโดยมีหลักฐานเป็นการจ่ายเช็คเงินสดให้กับกรมการค้าต่างประเทศ และไม่ใช่การจ่ายเงินแบบจีทูจีให้กับจีน
ข้อมูลของคณะอนุกรรมการไต่สวนพบหลักฐานสำคัญเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวน 1,470 ฉบับ ที่สั่งจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชำระเป็นค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบจีทูจี
ธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คทุกแห่งล้วนยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายโดยบริษัทค้าข้าวในประเทศไทย ไม่ได้สั่งจ่ายจากบริษัทเอกชน 2 รายจากจีน ที่ระบุว่าเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับไทยในรูปแบบจีทูจีแม้แต่ใบเดียว
ยิ่งเมื่อมีการสอบถามกับผู้บริหาร เจ้าของบริษัทค้าข้าวทั้ง 17 รายคณะอนุกรรมการไต่สวนได้รับการยืนยันว่า ได้ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลจริง แต่บริษัทเหล่านี้จะต้องติดต่อซื้อข้าวผ่านบริษัท สยามอินดิก้าก่อน และจะขนข้าวได้ก็ต่อเมื่อต้องสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ
ที่สำคัญ ในการซื้อขายข้าวแต่ละครั้ง บริษัทเอกชนเหล่านี้ไม่ได้เสียภาษีให้กับรัฐแม้แต่บาทเดียว
คณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเสนอให้ส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากร เพื่อติดตามเรียกเก็บภาษีที่ขาดหายไปกลับคืนมาโดยเร็ว
ข้อมูลประการต่อมาที่คณะอนุกรรมการไต่สวนตรวจพบคือ ข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่อ้างว่าได้ระบายออกไปต่างประเทศ กลับไม่ได้ถูกส่งออกไปจริง แต่วนเวียนไปอยู่ในมือของบริษัทค้าข้าวในไทยทั้ง 17 ราย ที่การซื้อขายจะต้องติดต่อผ่านบริษัท สยามอินดิก้า ก่อนทุกครั้ง และมีการสั่งจ่ายเช็คให้กับกรมการค้าต่างประเทศ
นี่เป็นใบเสร็จชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การซื้อขายข้าวทั้งหมดไม่ได้เป็นการซื้อขายแบบจีทูจีแม้แต่กระผีกหนึ่ง
นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า การขายข้าวทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการขายข้าวแบบจีทูจีจริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
แค่นั้นยังไม่พอ หลักฐานชุดใหญ่ที่มัดบรรดาผู้เกี่ยวข้องให้ดิ้นไม่หลุดยังมีอีกชุดใหญ่
หลักฐานชิ้นแรก เป็นเอกสารแสดงการมอบอำนาจของบริษัท “GSSG IMP AND EXPORT CORP” จากเมืองกวางเจา ประเทศจีน ให้ รัฐนิธ โสจิระกุล เข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ
หลังจากนั้น รัฐนิธโสจิระกุล มอบอำนาจให้นิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ดำเนินการแทน แต่บุคคลทั้งสองคนนั้นไม่มีฐานะทางการเงินดีพอจะเป็นแม่แต่พ่อค้ารายย่อย
หลักฐานชิ้นที่ 2 คือ การตรวจสอบสถานะของรัฐนิธ โสจิระกุล ชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี ที่เป็นผู้ช่วย สส.ในลำดับที่ 3 ของระพิพรรณ พงษ์เรืองรอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภรรยา อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่อื้อฉาวในการตั้งสายการบินกับจีน รัฐนิธมีเงินในบัญชีไม่ถึงร้อยบาท
นิมล นั้นถือว่ามีความใกล้ชิดกับ“เสี่ยเปี๋ยง” อภิชาติ จันทร์สกุลพร เจ้าของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ผู้ผูกขาดการซื้อข้าวจากการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะแปลงกายมาเป็นสยามอินดิก้า
หลักฐานชุดที่ 3 เป็นแคชเชียร์เช็คเงินค่าข้าว 2 ฉบับ วงเงินรวม 700 ล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ออกให้ และระบุว่าผู้สั่งซื้อคือ สมคิด เรือนสุภา ทั้งๆ ที่ สมคิด มิได้มีฐานะร่ำรวยหรือเป็นพ่อค้าข้าวแม้แต่น้อย
หลักฐานสุดท้าย คือ รายได้ของสยามอินดิก้า ที่ศูนย์ข่าวอิศราระบุว่าในปี 2556มีรายได้จากการค้าข้าวในปี 2555 รวม 1.05 หมื่นล้านบาท
ข้าวที่ขายออกไปได้มาจากไหนในเมื่อพ่อค้าข้าวทั้งระบบไม่มีข้าวในมือแม้แต่น้อย เพราะข้าวไปอยู่ในมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนท้องบวมตายกันทั้งประเทศ
นี่คือเชือกที่พร้อมจะรัดคอบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ตายจมกองข้าว..







