
เสียงของความเงียบ
ในความเงียบมีเสียงหรือไม่ เราได้ยินเสียงอะไรบ้างจากในความเงียบ หากใครสักคนหนึ่งถูกควบคุมเสรีภาพ
ในความเงียบมีเสียงหรือไม่ เราได้ยินเสียงอะไรบ้างจากในความเงียบ หากใครสักคนหนึ่งถูกควบคุมเสรีภาพ จำกัดบริเวณที่อยู่ จำกัดการพบปะผู้คน วันแล้ววันเล่า ผ่านไปจนนานหลายปีต่อเนื่องกัน โลกแห่งความเงียบงัน นั้นเธอได้ยินเสียงอะไร ...
2 ปีก่อน อองซานซูจี ลงสมัครรับ เลือกตั้งซ่อม ในเขตเลือกตั้งที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่กันดารแห่งหนึ่ง เขตที่ประชาชนผู้มีสิทธิประกอบอาชีพเกษตรกรรม อยู่อาศัย ในบ้านหลังเล็กๆ สร้างจากวัสดุในท้องถิ่น รูปแบบหาได้สวยงามเป็นระเบียบ ไม่มีไฟฟ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับรู้ข่าวสาร ความเป็นไปต่างๆ
เขตเลือกตั้งดังกล่าวไม่ไกลจากย่างกุ้งเมืองศูนย์กลางความเจริญของพม่าเลย เพียงแค่ 60 กิโลเมตร ซึ่งหากเทียบกับเมืองไทย ก็ใช้เวลาเดินทางแค่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่สำหรับพม่า การเดินทางออกจากย่างกุ้งไปยังพื้นที่ดังกล่าวใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวนับร้อยจากหลายมุมของโลกไปรออยู่ที่นั่น ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งที่ซูจีจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มีหลายคนถามเธอว่า เหตุใดจึงเลือกที่จะใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งอันห่างไกลนี้
แต่นอกจากรอยยิ้มแล้ว ซูจีไม่ได้ตอบคำถามใดๆ
ผมมองแววตาของเธอผ่านคลิปวิดีโอที่เพื่อนักข่าวซึ่งไปด้วยกันบันทึกไว้ แววตานั้นอ่อนโยน กอปรเข้ากันอย่างลงตัวกับรอยยิ้มที่เปี่ยมกรุณา ต่างกันมากกับแววตาเมื่อยืนอยู่หน้าที่ทำการพรรคเอ็นแอลดีท่ามกลางประชาชนนับพัน รวมทั้งการตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวต่างชาติเกี่ยวกับการเมืองพม่า
บางทีรอยยิ้ม ณ หมู่บ้านแห่งนั้น อาจสื่อความหมายว่า “ใช่แล้ว คำตอบจากฉันก็คือสิ่งที่คุณคิดอยู่ในใจนั่นแหละ สิ่งที่คุณเห็นนั่นคือความจริงของพม่า ประเทศที่ประชาชนยังยากจน ไม่มีคุณภาพชีวิต ด้อยการศึกษา แต่พวกเขาสนับสนุนฉัน เพราะหวังถึงการเปลี่ยนแปลงอนาคต อนาคตที่พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่า โดยสิทธิเสรีภาพที่จะกำหนดชะตากรรมของตัวเอง โลกเอ๋ย เมื่อคุณได้เห็นที่นี่ เท่ากับคุณได้เห็นความจริงของพม่า สิ่งที่มากกว่าทรัพยากรที่พวกคุณหวังเข้ามาครอบครอง คือชะตากรรม คืออนาคต คือชีวิตของคนพม่า”
ประสบการณ์โดดเดี่ยวในบ้านพักอย่างยาวนานหลายปี อาจทำให้ซูจีค้นพบว่า การทำให้รู้สึก เสียงเงียบที่ได้ยินนั้น ตราตรึงยิ่งกว่าคำอธิบาย
ไม่ว่าซูจีจะบอกกล่าวถึงเหตุผลของเธออย่างไร โลกคงเพียงได้ยินแล้วเลือนหายไป แต่ภาพเธอในหมู่บ้านกันดารด้อยพัฒนาแห่งนั้น จะอยู่ในความทรงจำของโลกตลอดไป
อาจเช่นเดียวกับเมืองไทย สังคมโลก คงงุนงงสงสัย คนไทยต่อสู้เรียกร้องอะไร กัน เหตุใดขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ และเหตุใดจึงปฏิเสธกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นการชี้วัดการแสดงเจตจำนงทางการเมือง
หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโลกจะเข้าใจสังคมไทย หรือไม่
หรือหากไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกจะพยายามทำความเข้าใจสังคมไทยให้มากขึ้น หรือไม่
ผู้คนในสังคมไทยเป็นเช่นไร คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ทัศนคติ อุปนิสัยใจคอของผู้คนในสังคมย่อย ในวัฒนธรรมย่อย แต่ละภูมิภาคนั้นเป็นอย่างไร ความแตกต่างเหล่านี้ถูกนำเข้ามาประกอบเกี่ยวโยงกับการเมือง และการครองอำนาจการเมืองอย่างไร
รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากเสียงส่วนใหญ่มีแนวนโยบายเพื่อคนทั้งชาติ หรือตอบสนองต่อเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกตั้งเข้ามาเท่านั้น
การเมืองในระบบที่ประชาชนเลือกตัวแทน ผู้ที่เป็นตัวแทนประชาชนนั้นพิทักษ์สิทธิ ผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนโดยรวม หรือพิทักษ์ประโยชน์ของรัฐบาล
หากรูปแบบลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นเป็นการแสดงเจตจำนงที่ฉาบฉวย สังคมไทย การเมืองไทย จำเป็นต้องมีกลไกอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ มากกว่าตัวแทนอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือไม่
ยิ่งกว่าการปฏิรูปการเมือง คือ การปฏิรูปประเทศ
มองในแง่ดีอย่างคนโลกสวย เรากำลังไปสู่จุดนั้น ในภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าใครจะมีชัย แต่ถึงที่สุดแล้วสังคมไทยก็ไม่พ้นที่จะต้องไปในแนวทางนี้ ไม่ว่าฝ่ายที่ชนะที่ได้อำนาจจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
ความขัดแย้งใช่แค่อุปสรรค แต่ความ ขัดแย้งก็ก่อคุณูปการ กระแสความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนนั้นยกระดับไปเกินกว่าที่พรรคการเมืองใดจะบิดพลิ้วเพิกเฉย
โลกจะมองเราอย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญเท่ากับว่า เราจะทำให้เป็นอย่างไร







