posttoday
ถอยให้ชาติ 'ชนะ' ยึด 'เจรจา' ผ่าทางตัน

ถอยให้ชาติ 'ชนะ' ยึด 'เจรจา' ผ่าทางตัน

19 มกราคม 2557

ไม่ใช่ครั้งแรกที่แผ่นดินไทยกลายสภาพเป็นผืนพรมซับเลือดพลเมืองผู้เป็นเจ้าของประเทศ

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ไม่ใช่ครั้งแรกที่แผ่นดินไทยกลายสภาพเป็นผืนพรมซับเลือดพลเมืองผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประวัติศาสตร์แผนการโค่นล้มอำนาจรัฐด้วยการกำจัดชีวิตคนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับละครที่ถูกนำมารีเมกใหม่โดยไม่เคยเปลี่ยนแปลงตอนอวสาน

จะต่างกันบ้างก็ตรงที่ในละครใช้ “เลือดปลอม” แต่ฉากการเมืองไทยใช้ “เลือดจริง” ที่สำคัญคือ ไม่พึ่งสแตนอิน ประชาชนเจ็บจริง ตายจริงมาหลายยุคสมัย และเมื่อเดินเรื่องถึงฉากจบทีไร ผลสุดท้ายคือ ประชาชนตายทุกที ขณะที่แกนนำรอดทุกราย

“โพสต์ทูเดย์” เคาะประตูบ้านย่านราชวิถี สัมภาษณ์เปิดใจ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวเรือพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงหลายสมัย ถึงทางออกจากวิกฤตการเมืองไทยเวลานี้ ที่เขาเองยอมรับว่าตลอดเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาสถานการณ์ในช่วง 8 ปีหลังนี้หนักหน่วง ที่สุด

“แบบนี้ไม่เคยมี ใครเป็นนักการเมืองในช่วงตั้งแต่มีการปฏิวัติปี 2549 เป็นต้นมาถึงช่วงนี้ ถือว่านักการเมืองทุกคนจะต้องไปบอกลูกบอกหลานไว้เลยว่า พ่อเจอวิกฤตอะไรมา แม่เจอวิกฤตอะไรมา ทุกคนสามารถเขียนพ็อกเกตบุ๊กใส่กระเป๋าตัวเองได้คนละเล่ม เพราะต่างมีประสบการณ์ที่มากเหลือเกิน 78 ปีมานี้ประเทศเจอเหตุการณ์ที่ครบทุกเรื่อง ครบไปหมด ไม่ขาดอรรถรสเลย ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” สุวัจน์ สนทนาอย่างออกรส

ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญบนสนามการเมืองมาร่วม 30 ปี สุวัจน์ มองว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำพาประเทศไทยมาสู่จุดวิกฤตที่เป็นอย่างทุกวันนี้ คือ ระบบการเมืองผูกขาดสองพรรคใหญ่ที่สร้างวัฒนธรรมการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายอย่างไม่ลดราวาศอก

“พูดตรงๆ ว่าเหลือกันแค่สองพรรคแล้ว พรรคเล็กพรรคน้อยหายหมดแล้ว ถ้าเปรียบเป็นกางเกง สมัยก่อนไม่มีพรรคใหญ่ไซส์แอล มีแต่พรรคขนาดกลางไซส์เอ็มกับเอส เลือกตั้งได้ 60-70 เสียง จัดตั้งรัฐบาลที 56 พรรค แต่ตอนนี้พรรคที่ได้หลักสิบที่นั่งมียั้วเยี้ยเต็มไปหมด แต่ที่ได้เสียงเป็นร้อยเหลืออยู่ สองพรรค กลายเป็นว่าตอนนี้การเมืองไทยเหลือเพียงไซส์ใหญ่เอ็กซ์แอลสองพรรค

...นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันเนื่องมาจาก กติกา จึงเกิดการเมืองสองขั้ว ทำให้ไม่สามารถสร้างความสมดุลทางการเมืองด้วยไซส์ซิงของพรรคการเมืองที่จะทำให้เกิดการรอมชอมหรือเกิดความประนีประนอมในแง่ความคิด ทั้งในการถ่วงดุลและการเกิดความสมดุล กติการัฐธรรมนูญชัดเจนที่สุดว่าสนับสนุนให้มีพรรคใหญ่ คือ การมีระบบ สส. บัญชีรายชื่อ 125 คน ให้ประชาชนเลือกพรรค เลือกตั้งทีพรรคใหญ่ได้กันไปเลยพรรคละ 40% สองพรรครวมเป็น 90% เหลือ 10% ให้พรรคเล็กไปแบ่งกัน ได้กันไปแล้วพรรคละ 50 กว่าเสียง มันเหมือนกับพรรคเล็กยังไม่ทันออกสตาร์ต พรรคใหญ่ไปยืนอยู่ที่จุด 50 เมตรแล้ว แบบนี้ยิ่งเลือกตั้งพรรคใหญ่ก็ยิ่งใหญ่ พรรคเล็กก็ยิ่งเล็ก

ระบบพรรคใหญ่ก็มีข้อดีในแง่ความเสถียรภาพ แต่ 78 ปีที่เห็นมา มันเกิดความรู้สึกว่าการเมืองเป็นสองขั้วแล้ว มันเป็นการเมืองที่เผชิญหน้ากัน เพราะมีคนใหญ่อยู่สองคน ส่วนที่เหลือเป็นองค์ประกอบหมด และคนใหญ่สองคนนั้นก็จะวาง โพซิชั่นตัวเองว่าเราต้องอยู่ตรงกันข้าม ถ้าเลือกตั้งชนะ คุณเป็นรัฐบาล 4 ปี คนที่เป็นฝ่ายค้านก็เป็นไปเลย 4 ปี คนละมุม Live and Let Die มันเลยเป็นเกมที่แรง เป็นเกมตัดเชือกที่แพ้ไม่ได้ วัฒนธรรมการเมืองแบบสองขั้วมันเลยทำให้เกิดการเผชิญหน้า”

“อารมณ์ความเป็นเพื่อนฝูงน้อยลง เกิดระยะห่างของ คำว่ามิตรภาพกว้างมากขึ้น” คือ นิยามของ สุวัจน์ ที่จำกัดความถึงบรรยากาศระบบการเมืองสองขั้วเวลานี้ สวนทางกับการเมืองยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง

“อาการแพ้ไม่ได้มันเลยนำไปสู่อาการที่ว่า ถ้าคุณ เป็นรัฐบาล ผมต้องค้านคุณทุกเรื่อง ขณะที่รัฐบาลก็คิดว่า ถ้าคุณเป็นฝ่ายค้าน คุณก็พูดไปเถอะ ผมไม่ฟังคุณหรอก เป็นอาการที่ไปคนละทิศละทาง ไม่เห็นบรรยากาศของความ ร่วมมือกัน ทั้งที่หากรัฐบาลทำบางเรื่องที่ดี ฝ่ายค้านชม เห็นด้วย ช่วยเชียร์ด้วย หรือถ้าฝ่ายค้านว่าอย่างนี้แล้วรัฐบาลก็เห็นว่า เออเราก็ทำไม่ถูก ก็ฟัง ขอบคุณผู้นำฝ่ายค้าน และรัฐบาลนำไปดำเนินการ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ชัยชนะทางการเมืองต้อง มาก่อน มันไม่ค่อยมีอารมณ์การประนีประนอมของพรรคการเมืองเหมือนยุคก่อน

ถ้าเราคิดถึงการเมืองยุคหม่อมคึกฤทธิ์ (ปราโมช) หรือยุคน้าชาติ (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) นี่ชัดเจนที่สุด คิดภาพออกเลย เอ่อ ท่านนายกฯ ครับ วันนี้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ น้าชาติบอกเลย ไม่มีปัญหา โน พรอบเบล็ม เป็นบุคลิกของผู้นำที่ทำให้สังคมมีความสบายใจ ท่านบอกว่าปัญหาอุปสรรคมีไว้ให้แก้ เราควรหันหน้าเข้าหากัน สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย แปรสนามรบเป็นสนามการค้า ประชาธิปไตยชนะกันแค่เสียงเดียวก็พอแล้ว วิธีคิดแบบนี้คือการประนีประนอมกัน ไม่ต้องเอากันซะจนมุม

ในห้องประชุมสภาทะเลาะกัน อภิปรายกันตึงๆ ตังๆ แต่ออกมาจากห้องก็ตบบ่ากันแล้ว พี่ขอโทษทีเมื่อกี๊แรงไปนิด เฮ่ย น้องไม่เป็นไร อย่างท่านชาติชายมีอยู่ห้องหนึ่ง ท่าน จะนั่งอยู่หัวโต๊ะ เวลาใครมีปัญหา เฮ่ย ไปเชิญมาซิ ทั้งคู่ เมื่อกี๊นี้ที่ทะเลาะกัน มาถึงนั่งซ้ายนั่งขวา ท่านชาติชายก็เป็น คนกลางเหมือนมีผู้ใหญ่ทางการเมือง แล้วทุกคนก็อาศัยห้องนั้นยุติเรื่อง พูดคุย กินข้าว ตบบ่า ตบไหล่กัน เขาเรียกว่า ห้องสหประชาชาติ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีบรรยากาศแบบนั้นแล้ว

แม้การเมืองไทยกำลังก้าวสู่ระบบการเมืองสองพรรคอย่างเต็มรูปแบบ กระนั้น สุวัจน์ ย้ำว่า นักการเมืองยังสามารถสร้างวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าวได้ แต่ขอให้เปลี่ยนจากการยึดผลประโยชน์ตัวเองมาเป็นยึดผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญบ้าง โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ที่ถือเป็น “ตัวละคร” ที่สร้างปัญหามากที่สุด

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมันมีหลายปัจจัย แต่การเมือง เป็นความขัดแย้งมากที่สุด ถ้าถามว่าสมมติฐานของความ ขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาถึงวันนี้ ผมคิดว่านักการเมืองเป็น ‘ตัวละคร’ ที่สร้างความขัดแย้งเป็นหลักมากกว่าปัจจัยอื่น การเมือง คือ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเศรษฐกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเป็นผู้ตาม หากการเมืองบอกนโยบายแบบนี้ ผมคือ Operation Unit ผมต้องทำตามที่การเมืองกำหนด เพราะฉะนั้นหากผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศมาขัดแย้งกันเองข้างล่างก็โตไม่ได้

ดังนั้น ผมคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องหาทางแก้ไข พูดกันมานานว่าทำอย่างไรที่จะลดความขัดแย้ง ซึ่ง จริงๆ แล้วตัวละครของความขัดแย้งทุกครั้งไม่มีใครไม่รู้จักใคร นักการเมืองรุ่นเฮฟวีเวตทั้งหลายทุกคนรู้จักกันหมด เคยร่วมรัฐบาลหรือทำอะไรร่วมกันมา ถ้าวันนี้ทุกคนมาช่วยกันพูดคุย เจรจา หาทางออกทั้งในที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ช่วยกันสร้างบรรยากาศของการพูดคุยและประนีประนอมกัน ให้เห็นว่าพวกเรานักการเมืองได้พยายามแล้วช่วยกันถอย ไม่ใช่ช่วยกันรุกคืบ สมมติว่าเราต้องการสัก 10 อย่าง คนนี้อาจยอมเหลือ 3 อย่าง คนนั้นอาจยอมเหลือ 4 อย่าง กลับบ้านก็ได้ ยอมเพื่อให้ประเทศชาติได้เต็มร้อยบ้าง ช่วยกันหาทางออก เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง

ยิ่งถ้ามีออร์แกไนเซอร์ดีๆ มีมือประสานดีๆ มีผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองช่วยกันให้ข้อคิดเห็น ช่วยให้สติ ออกมาปรามไว้บ้าง ผมว่ามีโอกาส เพราะดูตัวละครทุกคน เราอยู่การเมืองมานาน เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น คนนั้นน้อง คนนี้พี่ ลองไปเอาหนังฉายย้อนกลับสิ แต่ละคนกินข้าว กินไวน์กัน ผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวกันมาด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเกิดเราคิดว่าความเจ็บปวดของส่วนรวมและประชาชนเป็นทุกข์ จากโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศที่หายไป ทุกคนต้องตัดสินใจมาพูดคุยกันในสิ่งนี้

...ในสหรัฐอเมริกา รีพับลิกันกับเดโมแครตจะสู้กันอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่เป็นจุดตายของประเทศ เศรษฐกิจไปไม่ได้ มีวิกฤตทางการเงิน มีกฎหมายที่สำคัญ เขายอมกันหมด เขาเลิกพูดถึงพรรคเลย แล้วเอาประเทศชาติมาพูดกัน เพราะฉะนั้นถามว่าการเมืองสองขั้วมีประโยชน์ไหม มันมี แต่บางครั้งมันอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ฉะนั้นผมคิดว่าให้ระยะเวลากับการเมืองสักพักหนึ่งเพื่อให้เราได้เห็นบทเรียนของความแตกแยกและความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องมือในการกัดกร่อนความแตกแยกได้

“วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เราต้องสร้างวัฒนธรรมเพื่อให้อยู่ในระบบการเมืองสองพรรคอย่างสร้างสรรค์ ลดราวาศอก สร้างทัศนคติใหม่ สร้างวัฒนธรรม ของการอยู่ร่วมกันของระบบการเมืองสองขั้วใหม่ที่ควรตระหนัก ถึงความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเมื่อถึงคราวที่ต้องยึดผลประโยชน์ชาติมาก่อนเรื่องอื่น” สุวัจน์ ว่าทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท